
เสรีสินค้าเกษตรบุกถึงประตู
ครม.รับทราบมติดับเบิลยูทีโอลดอุดหนุนมอบพาณิชย์หารืออำนวยความสะดวก
ครม.รับทราบมติดับเบิลยูทีโอลดอุดหนุนมอบพาณิชย์หารืออำนวยความสะดวก
ครม.สั่งพาณิชย์รับมือ บาหลีแพ็กเกจ เปิดเสรีจำกัดการอุดหนุนสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ วันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้รับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ครั้งที่ 9 เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว และ ครม.มีมติมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อกำหนดที่ไทยสามารถดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (ทีเอฟเอ) ทันที ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งคาดว่ามีผลบังคับใช้หลังวันที่ 31 ก.ค. 2557 แต่จะต้องไม่เกินวันที่ 31 ก.ค. 2558
ทั้งนี้ ข้อตกลงทีเอฟเอดังกล่าว กำหนดให้การตรวจปล่อยสินค้าเน่าเสียง่ายจะต้องทำในระยะเวลาอันสั้น กำหนดให้การเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับพิธีการศุลกากรจะต้องไม่เกินกว่าต้นทุนในการให้บริการและมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่ดี
นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอ ว่าด้วยการให้สมาชิกดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกทุกรูปแบบต่อไป และรักษาระดับการอุดหนุนการส่งออกให้ต่ำกว่าระดับที่ผูกพันตามความตกลงว่าด้วยสินค้าเกษตรของดับเบิลยูทีโอ ตลอดจนมีมติให้มีกลไกชั่วคราวสำหรับมาตรการรักษาระดับสินค้าเกษตรคงคลังเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยมีเงื่อนไขว่าการระบายสินค้าเกษตรคงคลังจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางด้านอาหารแห่งชาติ หลังจากที่ทั่วโลกจะมีการอุดหนุนและสำรองสินค้าเกษตรมากขึ้นตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอ ครั้งที่ 9 หรือบาหลีแพ็กเกจ ขณะที่เอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการที่ประเทศต่างๆ มีการสำรองอาหารเพิ่มมากขึ้น
“เมื่อประเทศต่างๆ สำรองอาหารมากขึ้น หมายถึงจะมีสินค้าเกษตรเพียงพอ หรือมีการอุดหนุนสินค้าเกษตรในประเทศ จะทำให้ประเทศเหล่านี้ลดการพึ่งพาสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของตลาดโลก ย่อมได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ลดน้อยลงไปด้วย” นายพรศิลป์ กล่าว
นายพรศิลป์ กล่าวว่า แม้ความตกลงทีเอฟเอจะส่งผลดีต่อไทยที่จะส่งออกสินค้าที่เน่าเสียง่ายไปยังชาติสมาชิก แต่ประเด็นที่เป็นข้อกังวลคือมาตรการกีดกันภายในที่แต่ละประเทศกำหนดขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ที่กักผลไม้จากไทยไว้ ณ ท่าเรือ ซึ่งที่ผ่านมาใช้กลไกระดับอาเซียนเข้าไปเจรจาแก้ปัญหา และไทยต้องมีความพร้อมด้านข้อมูลสินค้าเกษตรทั่วตลาดโลก เช่น หากอินโดนีเซียเร่งปลูกข้าวเพื่อสำรองภายในประเทศ ไทยก็จะทราบว่าอินโดนีเซีย มีความต้องการนำเข้าข้าวเท่าไร







