
ธปท.เปิด4ปัจจัยเสี่ยงกระทบจีดีพีปี"57(ตอน1)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 พบว่า แนวโน้มเสถียรภาพระบบการเงินไทยอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงสําคัญที่ควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 พบว่า แนวโน้มเสถียรภาพระบบการเงินไทยอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงสําคัญที่ควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน
โดย รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ยังจับตาปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 4 ด้าน คือ
1.จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่เล็กและเป็นระบบเปิด ทำให้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจในต่างประเทศมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แม้ เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ จะออกมาระบุว่าจะสานต่อนโยบายของประธานเฟดคนเก่า แต่เชื่อว่านโยบายการเงินของสหรัฐจะมีความต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ทั้งนี้ ตลาดการเงินอาจจะปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการถอนเงินลงทุนออกจากตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย ซึ่งเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ เพราะในช่วงที่ประเทศที่พัฒนาแล้วออกมาตรการผ่อนคลายทางปริมาณ (คิวอี) เงินทุนได้ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดประเทศเกิดใหม่ในปริมาณที่เกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ฉะนั้นเวลาเงินทุนไหลออกก็ย่อมไหลออกมากกว่าปกติ ทำให้ตลาดผันผวนบ้าง แต่ช่วงนี้ไม่ได้ไหลออกจนน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ดี ในระยะยาวเงินทุนต่างชาติจะยังกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และไทยอยู่ เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ ตามรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเริ่มปรับดีขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังปี 2556 แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้ตลาดการเงินเผชิญกับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและราคาสินทรัพย์ต่างๆ รวมถึงค่าเงินในระยะต่อไป โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาการคลังและการปรับลดคิวอีของสหรัฐ อีกทั้งสหภาพยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากการขาดเสถียรภาพทางการเมือง
2.การจับตาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศให้อ่อนแอลง ซึ่งขณะนี้ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะจบเมื่อใด แต่หากจบได้เร็วเศรษฐกิจไทยก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว
โดยรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเปราะบางอยู่ และอาจซ้ำเติมการลงทุนภาคเอกชนได้ รวมถึงอาจทําให้การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้าออกไป ภาคธุรกิจโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แม้ว่าภาคการผลิตบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากความสามารถในการทํากําไรที่ปรับลดลงในปีก่อน อาทิ อุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความรุนแรงและยืดเยื้อจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน และอาจทําให้การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้าออกไป ขณะที่ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนต้นทุนทางการเงินระยะยาวที่อาจสูงขึ้นจากการทํา QE Tapering จนกระทบความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน จึงเป็นความท้าทายที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคค้าส่งและค้าปลีก และภาคการผลิตเพื่อการส่งออก กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง ธนาคารพาณิชย์ควรให้ความสําคัญกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อและการติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด
แม้ว่าภาคการคลังที่มีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลการคลังขาดดุลร้อยละ 2.1 ของจีดีพี และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 45.5 ยังต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง แต่เมื่อมองไปข้างหน้า แผนการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐมีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไป รวมถึงการใช้จ่ายตามโครงการประชานิยมต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดจะทําให้ 1) การใช้จ่ายเงินเพื่อการลงทุนภาครัฐ หรือเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศมีสัดส่วนที่ลดน้อยลง 2) ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น จะทําให้ระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป n
(อ่านต่อตอนจบวันพรุ่งนี้)







