
การเมืองไทยในสายตาของคนพม่า
ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้พบปะนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศพม่าซึ่งผมได้เข้าไปลงทุน จึงอยากถ่ายทอดมุมมองของคนพม่า (บางคน) ต่อปัญหาการเมืองของไทย ซึ่งยืดเยื้อและหาทางออกไม่พบ สำหรับประเทศไทยในสายตาของคนพม่า มองไทยเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค จะเป็นรองก็เพียงประเทศสิงคโปร์ และประสบความสำเร็จในการพัฒนา ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยได้นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศ
ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้พบปะนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศพม่าซึ่งผมได้เข้าไปลงทุน จึงอยากถ่ายทอดมุมมองของคนพม่า (บางคน) ต่อปัญหาการเมืองของไทย ซึ่งยืดเยื้อและหาทางออกไม่พบ สำหรับประเทศไทยในสายตาของคนพม่า มองไทยเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค จะเป็นรองก็เพียงประเทศสิงคโปร์ และประสบความสำเร็จในการพัฒนา ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยได้นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าแนวทางการพัฒนา โดยเฉพาะการเมืองของไทยควรจะใช้นำมาเป็นแบบอย่างหรือไม่ เนื่องจากระบบรัฐสภาของไทยไม่สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของประเทศ แต่กลับเป็นตัวสร้างปัญหา ทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนถึงขั้นมีการนำประเด็นของประเทศไทยไปถกเถียงทั้งในระดับนักธุรกิจและระดับรัฐสภาของพม่าที่กรุงเนย์ปิดอว์
ประเทศพม่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.ปีหน้า ทำให้พรรคการเมือง สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนเห็นว่า ควรจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการปรองดองในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ของประเทศ เห็นได้จากการที่ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ได้กล่าวเมื่อต้นเดือน ม.ค.ว่า “รัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมจะต้องมีการแก้ไขเป็นระยะ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของชาติ เศรษฐกิจ และสังคม กฎหมายมีไว้เพื่อให้เกิดความปรองดองแห่งชาติ ไม่ใช่ให้เกิดความแตกแยก”
โดยประธานาธิบดีเต็งเส่ง ยังกล่าวว่า การสร้างความสมานฉันท์ของประเทศ จำเป็นที่จะต้องยุติความรุนแรง ยุติสงครามกับชนกลุ่มน้อยที่ยืดเยื้อมาเป็นทศวรรษ กัดกร่อนเศรษฐกิจของพม่า จากในอดีตซึ่งเคยมีความรุ่งเรืองจนกลายเป็นประเทศที่ยากจนอยู่ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลพม่ามีแนวคิดผลักดันให้มีการแก้ไขทบทวนรัฐธรรมนูญ โดยเน้นกระบวนการปรองดองแห่งชาติ จนถึงขั้นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นางอองซานซูจี ซึ่งเคยเป็นคู่แค้นทางการเมือง ให้สามารถมีสิทธิในการลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
จากการที่มีโอกาสพูดคุยกับภาคเอกชนของประเทศเพื่อนบ้าน ต่างมีความวิตกถึงวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และมีความหวั่นเกรงว่าความขัดแย้งหากทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งดูเหมือนเข้าใกล้สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกขณะ
เนื่องจากประเทศเหล่านี้ล้วนผ่านวิกฤตความขัดแย้งจนถึงขั้นประชาชนแบ่งฝ่าย ถืออาวุธเข้าประหัตประหารกัน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นความขมขื่นและแผลเป็นของประเทศ โดยเห็นว่าความขัดแย้งของประเทศไทย ซึ่งได้ยกขึ้นมาเป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศของเขา ซึ่งเริ่มจากความขัดแย้งของนักการเมืองที่ไปจุดเชื้อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งทหารแบ่งเป็นสองฝ่ายจนเกิดการนองเลือด กว่าจะยุติได้ก็ใช้เวลานับเป็นสิบปี ประเทศเสียหายกลายเป็นประเทศล้าหลังตามประเทศอื่นไม่ทัน
ที่กล่าวข้างต้นนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมไทยซึ่งกำลังเผชิญกับการแบ่งฝ่าย ขาดเหตุผล ยึดแต่ตัวบุคคลและผลประโยชน์ โดยขาดความสำนึกถึงประเทศชาติ ผมคงไม่อาจหาญไปกล่าวเตือนใคร แต่อยากยกแถลงการณ์ของสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แสดงความเป็นห่วงปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ส่อเค้าความรุนแรงและหาทางออกไม่พบ โดยสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึง “ความสำคัญของเสรีภาพ การแสดงออก และการชุมนุมโดยสันติของประชาชน ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเจรจาอย่างจริงใจ เพื่อแก้ไขความแตกต่างทางการเมืองอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย”
ผมหวังว่าคนไทยได้อ่านแล้วคงตระหนักรู้ว่าควรจะดำเนินการอย่างไรเพื่อช่วยกันดับไฟแห่งความขัดแย้ง และคืนสันติกลับมาสู่ประเทศของเรา
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







