
บลจ.กสิกรตั้งเอ็มดีเสริมทัพ
หวังรักษาเบอร์หนึ่งลั่นโต11%ต่อเนื่อง‘พงศ์พิเชษฐ์’มั่นใจฝีมือดีหนุนเข้าเป้า
หวังรักษาเบอร์หนึ่งลั่นโต11%ต่อเนื่อง‘พงศ์พิเชษฐ์’มั่นใจฝีมือดีหนุนเข้าเป้า
บลจ.กสิกรไทย เสริมทัพผู้บริหาร ตั้ง “เอ็มดี” สู้ศึก หวังรักษาแชมป์ หลังเบอร์สองจี้ติด
นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการ บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทยแต่งตั้ง นายพงศ์พิเชษฐ์ นานานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มาเป็นกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย
บลจ.กสิกรไทย ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ปี 2555 นับจากนายพัชร สมะลาภา ได้รับแต่งตั้งเป็นรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย หลังจากสร้างผลงานเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) จนทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1
“การเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของนายพงศ์พิเชษฐ์ นอกจากช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมผู้บริหาร บลจ.กสิกรไทย แล้ว ยังช่วยให้การบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจร่วมกับธนาคาร กสิกรไทยเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตไว้ 11% และรักษาความเป็นผู้นำธุรกิจจัดการกองทุนอย่างต่อเนื่อง” นายจงรัก กล่าว
นายพงศ์พิเชษฐ์ กล่าวว่า “ความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของแบรนด์กสิกรไทย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ บลจ.กสิกรไทย เติบโตมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ในการทำงานกว่า 18 ปี กับธนาคารกสิกรไทย และประสบการณ์ก่อนหน้าเกี่ยวกับธุรกิจจัดการลงทุนจะสามารถขับเคลื่อน บลจ.กสิกรไทย ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งมั่นใจว่าด้วยทีมงานของ บลจ.กสิกรไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการกองทุนจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้”
นายพงศ์พิเชษฐ์ยอมรับว่า การทำงานในปี 2557 ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายเนื่องจากมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยเข้ามากระทบ ประกอบกับปัญหาทางด้านการเมืองที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ส่งผลทำให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจและอาจทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวในปีนี้
“แต่เชื่อว่าในปี 2557 อุตสาหกรรมกองทุนจะยังคงเติบโตได้อีก เนื่องจากผู้ลงทุนในวงกว้างเริ่มมีความเข้าใจในการลงทุนที่ดีขึ้น อีกทั้งเมื่อมองภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังมีความเปราะบางอยู่บ้าง แต่ก็ส่งสัญญาณในทางบวกมากขึ้น” นายพงศ์พิเชษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เมื่อสิ้นปี 2556 แสดงให้เห็นว่า บลจ.กสิกรไทย มีเอยูเอ็มทั้งสิ้น 9.45 แสนล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในอันดับ 1 ในขณะที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 มีเอยูเอ็ม 8.35 แสนล้านบาท ห่างจาก บลจ.กสิกรไทย ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2555 ที่มีระยะห่างประมาณ 1.84 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในกองทุนแต่ละประเภทจะพบว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) กองทุนรวมของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ห่างจาก บลจ.กสิกรไทย อยู่ 4 หมื่นล้านบาท จากที่เคยห่างอยู่ 8 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 และกองทุนส่วนบุคคลมีส่วนต่างเพียง 1,451 ล้านบาทเท่านั้น จากที่เคยแตกต่างกัน 2.27 หมื่นล้านบาท ในปี 2555







