
สยามเซ็นเตอร์-ดิสคัฟเวอรี-พารากอน วอนรัฐรับมาตรการเขตปลอดภาษี
สยามพิวรรธน์ วอนรัฐรับมาตรการ เขตปลอดภาษี ช่วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หลังสูญเสียไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมอัดฉีด 300 ล้านบาท กระตุ้นยอดขายถึงสิ้นปีนี้
สยามพิวรรธน์ วอนรัฐรับมาตรการ เขตปลอดภาษี ช่วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หลังสูญเสียไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมอัดฉีด 300 ล้านบาท กระตุ้นยอดขายถึงสิ้นปีนี้
นางชฏาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน เปิดเผยว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทางกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งประกอบไปด้วยผู้ประกอบการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และผู้ประกอบการโรงแรมต่างๆ ในย่านราชประสงค์ได้ยืนข้อเสนอกับรัฐบาลให้ยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อขายสินค้าในพื้นที่ย่านราชประสงค์ โดยกำหนดพื้นที่ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลมจนถึงสี่แยกปทุวัน และตั้งแต่สวนลุมพินีจนถึงสี่แยกประตูน้ำ หรือเขตปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat Free Zone) เป็นเวลา 6 เดือน
ทั้งนี้ หากรัฐบาลตอบรับมาตรการเขตปลอดภาษีจะเป็นการดึงดูดผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้กลับมาใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร และซื้อสินค้า ในย่านราชประสงค์ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนปช. ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่จะกลับมาเข้าพักตามโรงแรมในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่เสียภาษี ทั้งยังสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
สำหรับความเสียหายจากการหยุดดำเนินการของ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน ในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ประเมินว่าบริษัทสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และมีพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวอีกเกือบราว 1 หมื่นคน โดยแบ่งเป็นพนักงานในศูนย์การค้าต่างๆ กว่า 1,200 คน พนักงานในห้างสรรพสินค้าอีกราว 4,000 คน ที่พนักงานจะต้องแบกรับภาระค่าจ้างประจำ และพนักงานที่ประจำร้านค้าต่างๆ อีก 5,000 คน ที่แต่ละร้านค้าจะต้องรับผิดชอบดูแล
ส่วนแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ไม่ว่าการชุมนุมจะยุติหรือไม่ โดยบริษัทได้จัดเตรียมงบสำหรับทำตลาดไว้ราว 300 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ล้านบาท จากงบเดิม 300 ล้านบาท เป็น 400 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขาย จัดกิจกรรม เช่าพื้นที่นอกการชุมนุมช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าระบายสต็อกสินค้า และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน
“โดยแผนการช่วยเหลือผู้ประกอบการแคมเปญแรก คือ เอส.โอ.เอส. สยาม ซุปเปอร์ เซลล์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 16 พ.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และทองหล่อ มิดทาวน์ ซึ่งในแคมเปญดังกล่าวบริษัทใช้งบไป 20 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการเช่าพื้นที่ หรือการสื่อสารทางการตลาดไปยังผู้บริโภค ส่วนแคมเปญที่ดำเนินการต่อไป เช่น นิว เคลียร์ เซลล์, แคช แบล็ค กับ ซิตี้แบงค์ เป็นต้น” นายชฏาทิพ กล่าวเพิ่มเติม
นายชฏาทิพ เผยต่อว่า ตลอดระยะการดำเนินงานของบริษัทมา 40 ปี ตั้งแต่เปิดศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ปีนี้นับว่าการปิดย่านราชประสงค์ในครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตที่หนักที่สุด ซึ่งนับว่าแย่กว่า เด็กช่างกลปทุมวันและอุเทนถวายติดกันจนกระจกศูนย์แตก การลดค่าเงินบาท หรือแม้แต่ยุคไอเอ็มเอฟ ที่ร้านค้าหายไปครึ่งศูนย์ก็ไม่แย่เท่ากับปีนี้
ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านแม้จะมีการปิดห้างเพราะเหตุการณ์ทางการเมืองแต่ก็ปิดแค่ 1 หรือ 1 วันครึ่ง ก็ต้องใช้เวลา 6 – 7 เดือน กว่าสถานการณ์การจับจ่ายในพื้นที่แห่งนี้จะกลับมาปกติ แต่การปิดย่านราชประสงค์ในครั้งนี้คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี กว่าจะเรียกความมั่นใจของชาวต่างชาติและชาวไทยให้กลับมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในย่านนี้เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตามบริษัทยังเดินหน้าดำเนินการตามแผนเดิมที่วางไว้ ไม่ว่าแผนการปรับปรุงสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และการเปิดพาราไดร์ซ พาร์ค ที่คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ค. นี้ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค. นี้ และในช่วงสิ้นปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ที่จะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และโรงแรมในพื้นที่เดียวกันตามแผนการดำเนินการเดิม ซึ่งหน้าที่ของ สยามพิวรรธน์ คือการซื้อที่ดิน อาคาร เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์







