posttoday
เอสซีจีรับมือเมืองร้อนเน้นส่งออกซื้อกิจการ

เอสซีจีรับมือเมืองร้อนเน้นส่งออกซื้อกิจการ

31 มกราคม 2557

โชคชัย สีนิลแท้

โชคชัย สีนิลแท้

จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมานานเกือบ3 เดือน และส่อแววจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ยืดเยื้อทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต่างต้องเร่งปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่อย่างปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ธุรกิจของคนไทยที่อยู่มานาน 100 ปี มั่นใจว่าในวิกฤตยังมีโอกาสในการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน

กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่า บริษัทได้ปรับแผนเพิ่มเพื่อรับมือกับวิกฤต โดยเฉพาะจากปัญหาทางการเมืองในประเทศทำให้ต้องปรับแผนมาเน้นตลาดส่งออกต่างประเทศ มุ่งเน้นกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น จากในช่วงก่อนนี้ได้ขยายการส่งออก และมีการเข้าไปตั้งโรงงานและซื้อกิจการในประเทศอาเซียนแล้ว

“เดิมทีตลาดต่างประเทศวางแผนจะส่งออกลดลง เนื่องจากตลาดในประเทศมีการเติบโตมาก แต่จากผลกระทบทางการเมืองในช่วงเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ทำให้บริษัทต้องปรับตัวหันไปเน้นส่งออกต่างประเทศมากขึ้น อย่างเช่นปูนซีเมนต์เดิมทีปีนี้จะลดการส่งออกลงเหลือ 3 ล้านตันต่อปี ก็คงการส่งออกปูนไว้ที่ 4 ล้านตันต่อปีเท่ากับปีก่อน รวมไปถึงหาช่องทางในการส่งออกในกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเคมิคอล” กานต์ กล่าว

สำหรับตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศปีที่ผ่านเติบโต 6% และเดิมคาดว่าปีนี้จะเติบโต 9% แต่จากวิกฤตการเมืองทำให้ต้องปรับลดเหลือ 7% และคาดว่าปีนี้จะลดลงอีกอาจจะโตไม่ถึง 5% หรืออาจจะไม่มีการเติบโตก็เป็นได้ เนื่องจากการก่อสร้างโครงการจากภาครัฐบาลจะไม่เกิดแน่ จากปีก่อนมีการเติบโตแค่ 23% เท่านั้น

โดยปีที่ผ่านมาสัดส่วนการใช้ปูนซีเมนต์ในภาคที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 53% เติบโต 56% งานก่อสร้างภาครัฐสัดส่วนอยู่ที่ 30% และกลุ่มธุรกิจการค้า เช่น ศูนย์การค้า โรงงาน คลังสินค้า มีสัดส่วน 17% ซึ่งเติบโตสูงถึง 20% โดยกำลังการผลิตรวมปูนซีเมนต์รวมทั้งตลาดของปีก่อนอยู่ที่กว่า 50 ล้านตัน บริโภคในประเทศประมาณ 37-38 ล้านตัน ขณะที่ราคาปูนซีเมนต์นั้นขยับขึ้นได้น้อยและถือว่ามีราคาต่ำสุดแล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มสูงเป็น 78% หรืออาจจะถึง 10% ขณะที่กำไรที่จะได้จากภาคการส่งออกกลับลดลงทำให้ต้องส่งออกเพิ่ม

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยย้ำว่า แผนการลงทุนในรอบ 5 ปี นับจากปี 2557-2561 นั้นจะใช้เงินลงทุนจำนวน 2.5 แสนล้านบาท โดยในปีนี้จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท และจะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าไปซื้อกิจการในต่างประเทศด้วยซึ่งโอกาสการเข้าซื้อกิจการทั้งในประเทศ และกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ขณะที่ในพม่าและกัมพูชายังไม่มีกิจการที่จะเข้าไปซื้อ มีแต่อาจจะไปลงทุนและส่งออกเพิ่ม

“เอสซีจีเน้นการเป็นผู้นำอย่างยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกในอินโดนีเซียและพม่า รวมถึงขยายกำลังการผลิตปูนในกัมพูชา ส่วนการลงทุนโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปทางการเงินในปลายปีนี้ ซึ่งตั้งเป้าภายใน 5 ปี นับจากนี้จะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท” กานต์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทจะมุ่งวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 เตรียมงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ไว้กว่า 4,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบวิจัย 2,068 ล้านบาท ส่งผลให้สินค้า HVA หรือสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นสัดส่วน 35% ของยอดขายรวมปีที่ผ่านมา

ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการขายอยู่กว่า 4.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีกำไรกว่า 3.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 56% จากปีก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของธุรกิจเคมีภัณฑ์และความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือประเทศไทยมีรายได้จากการขายกว่า 3.89 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 9% จากรายได้รวม เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการในอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยการเข้าซื้อกิจการกระเบื้องเซรามิกในเวียดนาม (Prime Group) ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตกระเบื้องสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ปัจจุบันเอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียนกว่า 7.18 หมื่นล้านบาท หรือ 16% ของสินทรัพย์รวมที่มีกว่า 4.40 แสนล้านบาท ดังนั้น การปรับตัวขององค์กรขนาดใหญ่จึงต้องรวดเร็ว เพื่อให้รับกับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน