posttoday
ส่องประกันในอาเซียน

ส่องประกันในอาเซียน

31 มกราคม 2557

วารุณี อินวันนา

วารุณี อินวันนา

บริษัท เอินส์ท แอนด์ ยัง บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีและบริหารความเสี่ยง มองว่า บริษัทประกันภัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเผชิญกับการเศรษฐกิจชะลอตัวอัตราดอกเบี้ยต่ำ และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมาตรฐานสากล แต่จากการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียนในปี 2558 การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง กลุ่มลูกค้าระดับบน จะเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทประกันภัย

เอินส์ท แอนด์ ยัง คาดว่าตลาดเอเชียแปซิฟิกจะมีการสัดส่วนของผู้ที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 28% ในปี 2552 เป็น 54% ในปี 2563 ซึ่งผลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยในการแนะนำสินค้าใหม่ๆ แก่ผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองฐานะทางการเงินจากการทำงานหนักและทรัพย์สิน

ขณะที่ความต้องการประกันสุขภาพจากหลากหลายความเสี่ยง เช่น ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความตึงเครียดจากสังคม และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันประชากรในเอเชียที่อายุมากกว่า 65 ปี มีสัดส่วน 10% คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 เท่าในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้า ทำให้บริษัทประกันต้องหาทางออกแบบสินค้าที่มีความหลากหลาย

ขณะที่รัฐบาลในภูมิภาคนี้ ในอินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ต้องรับผิดชอบจะต้องผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชนไม่น้อยกว่า 50% หรือประมาณ 1.97 แสนล้านบาท ในปี 2556 ตามการประมาณการของสวิส รี บริษัทรับประกันภัยต่อ ส่วนที่เหลือประชาชนดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยในการนำเสนอผลิตภัณฑ์แก่ตลาด

สำหรับประเทศจีนบริษัทประกันสุขภาพจากต่างประเทศมีการเข้าไปตั้งบริษัทในเซี่ยงไฮ้ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่ต้องการบริการมาตรฐานสากลมากขึ้น รวมถึงประกันภัยรถยนต์ ที่จำนวนรถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 1.2 ล้านคัน จากในปี 2528 เป็น 200 ล้านคันในปี 2563 ซึ่งปัจจุบันประกันภัยรถยนต์มีขนาดใหญ่กว่าประกันภัยประเภทอื่นๆ ในประเทศนี้

ด้านบริษัทประกันภัยในประเทศไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ เริ่มเสนอแบบประกันชีวิตควบการลงทุนและประกันบำนาญแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งบริษัทประกันภัยจะต้องประเมินผลกระทบของผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ ที่มีต่อกระแสเงินสดของบริษัท เงินกองทุน และความเสี่ยง ที่จะต้องมีระบบในการบริหารที่เหมาะสม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ของตลาดประกันสะสมทรัพย์และการลงทุน ในภูมิภาคนี้เป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการมากขึ้น ทำให้ต้องการเครื่องมือในการพัฒนาสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ด้วยการหาพันธมิตรที่เป็นผู้จัดการกองทุนในการกระจายสินค้า การสร้างความสัมพันธ์กับธนาคาร เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่าย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของธนาคาร 470 แห่ง ใน 8 ประเทศ เป็นการขายประกันชีวิตควบการลงทุนและประกันบำนาญแบบสะสมทรัพย์

บริษัท เอินส์ท แอนด์ ยัง ระบุว่า การเปิดตลาดอาเซียนที่มีประชากรจากประเทศสมาชิกรอาเซียนรวมกัน 600 ล้านคน คาดว่า ปี 2557 กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงกว่ากลุ่มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก แต่บริษัทประกันภัยต้องเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความแตกต่างเกี่ยวกับกฎระเบียบในประเทศต่างๆ โดยปี 2557 นี้ ประเทศพม่าได้ให้เอกชนเข้าไปทำธุรกิจประกันภัย 12 แห่ง

ขณะที่ประเทศกัมพูชาได้เปิดให้บริษัทประกันภัยในยุโรปเข้าไปเปิดสำนักงานได้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเหตุผลและยุทธศาสตร์ ในการเข้าสู่ตลาดใหม่อย่างละเอียด เพราะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการสร้างความเติบโตและทำกำไรให้บริษัท

สำหรับประเทศที่ธุรกิจประกันภัยมีการพัฒนามากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน คือ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย โดยสิงคโปร์มีการทำงานร่วมกับบริษัทประกันภัยที่มีความพิเศษด้านการพิจารณารับประกันและนายหน้าประกันภัย และยังเป็นศูนย์กลางของบริษัทประกันภัยข้ามชาติที่จะเข้าไปทำธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่มาเลเซียการควบรวมกิจการกำลังเป็นรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยม หลังจากนั้นจะทำการปรับปรุงระบบการจัดการภายในใหม่เพื่อสร้างความเติบโต

ขณะที่ ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ประชากรทั่วโลกมีประมาณ 7,000 ล้านคน 50% อยู่ในเอเชียแปซิฟิก เศรษฐกิจภูมิภาคนี้จึงมีการเติบโตมากที่สุดของโลก และชนชั้นกลางในอาเซียนจะมีสัดส่วนมากที่สุด จะสนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยมีแนวโน้มเติบโตสูงสุด

ปัจจุบันประเทศมาเลเซียพยายามที่จะเปิดเสรีค่านายหน้าประกันภัย ส่วนสิงคโปร์มีการเปิดเสรีค่านายหน้ามานานแล้ว ล่าสุดได้ทำฐานข้อมูลเปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละประเภท ขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นราคาและนำไปเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย มีผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยจำนวนมาก เพราะเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะ จึงต้องมีบริษัทประกันภัยไว้คอยบริการลูกค้าให้ทั่วถึง ซึ่งได้มีการใช้เกณฑ์อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) และเงินกองทุนขั้นต่ำแบบบังคับใช้เป็นขั้นบันได ซึ่งสองประเทศนี้มีแนวโน้มที่จะควบรวมกิจการกันมากขึ้น ส่วนประเทศ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม อยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อพัฒนาตลาดประกันภัย

“ขณะนี้ตลาดประกันภัยในอาเซียนประเทศ มองว่าการกำกับเงินกองทุนเพียงอย่างเดียวไม่พอ มีการขยายการดูแลไปถึงการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยตามมาตรฐานสากล โดย 10 ประเทศ มีเพียงสิงคโปร์ที่พัฒนามากที่สุด ส่วนไทยกับมาเลเซียกำลังมุ่งไปทางเดียวกับสิงคโปร์” ประเวช กล่าว

อานนท์ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย มองว่า บริษัทประกันภัยไทยมีความเข้มแข็งและเชี่ยวชาญด้านการทำประกันภัยรถยนต์รายย่อย บริษัทประกันภัยต่างชาติสู้ไม่ได้ เห็นได้ว่าบริษัทข้ามชาติจากทั่วโลกก็ยังเข้าไม่ถึงมากนัก แม้จะเข้ามาอยู่ในไทยนานแล้ว

ขณะที่บริษัทประกันภัยไทยจะออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ แต่มองว่าปริมาณความต้องการประกันภัยยังไม่มากพอที่จะคุ้มกับการลงทุน เพราะเป็นตลาดใหม่ที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างความรู้ถึงประโยชน์ของประกันภัย

“บริษัทประกันภัยไทยกำลังจะพัฒนาไปอีกขั้น คือ การจัดทำข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ในการตัดสินใจ ทั้งข้อมูลด้านการรับประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันมีเพียงข้อมูลของประกันภัยภาคบังคับ ส่วนประกันภัยอื่นๆ ต่างคนต่างเก็บ ต่อไปทุกบริษัทต้องนำมารวมกันเพื่อจะได้รู้ว่าภาพรวมตลาดเป็นอย่างไร ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไหร่” อานนท์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา