posttoday
การเมืองร้อนฉุดส่งออกเป้าต่ำ

การเมืองร้อนฉุดส่งออกเป้าต่ำ

30 มกราคม 2557

อนัญญา มูลเพ็ญ

อนัญญา มูลเพ็ญ

ปี 2557 ยังเป็นช่วงเวลาที่การผลิตและส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของไทยถูกท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความร้อนแรงของสถานการณ์การเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่เห็นเค้าลางการฟื้นตัวที่ไม่ชัดเจนนัก

“สมชาย หาญหิรัญ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประเมินว่า ปี 2557 การผลิตของอุตสาหกรรมอาหารจะขยายตัว 12% ขณะที่การส่งออกจะโตเพียง 02.5% ไม่ได้พุ่งกระฉูด แม้สัญญาณเศรษฐกิจของตลาดหลักที่ไทยส่งออกไป คือ สหรัฐและยุโรปจะดีขึ้น แต่อุปทานหรือซัพพลาย โดยเฉพาะกุ้งยังแก้ปัญหาโรคระบาดไม่ได้ทั้งระบบ มีเพียงผู้ผลิตรายใหญ่ที่แก้ปัญหาได้ รวมถึงเนื้อไก่ที่ญี่ปุ่นกลับมานำเข้าจากไทยอีกครั้ง แต่ผู้ผลิตรายใหญ่บางรายปิดกิจการไป ทำให้การส่งออกเพิ่มได้ไม่ถึงระดับในอดีต แต่กลุ่มที่จะขยายตัวดี คือ แปรรูปสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้กระป๋อง ที่ผลผลิตไม่มีปัญหา ราคาวัตถุดิบไม่สูง รวมทั้งเครื่องปรุงรส ที่เติบโตต่อเนื่องตามจำนวนร้านอาหารไทยและการท่องเที่ยว

ทางด้านสถาบันอาหาร แม้จะประเมินการส่งออกขยายตัวถึง 6.2% หรือมีมูลค่า 9.7 แสนล้านบาท สูงกว่าการประเมินของ สศอ.พอสมควร แต่ก็ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่สถาบันอาหารต้องการผลักดันให้มีการส่งออกขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยลบที่มองข้ามไม่ได้ คือ อาหารแปรรูปของไทยจะถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นจากเงินบาทอ่อนค่า สต๊อกน้ำตาลทรายในตลาดโลกที่มีสูง จนทำให้ความต้องการไม่ขยายตัวตามคาด

ขณะที่เอกชนก็ประเมินสอดคล้องกัน “วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 9.7 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะส่งออกได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินเมื่อปลายปี 2556 ที่ขณะนั้นเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญของไทยอย่างไก่สด กุ้ง เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะไก่มีคำสั่งซื้อจากตลาดญี่ปุ่น เกาหลี ตะวันออกกลาง มากขึ้น

แต่ปัจจุบันสินค้าอย่างน้ำตาล ข้าว เติบโตไม่ชัดเจน โดยน้ำตาลนั้นมีปัญหาราคาตลาดโลกตกต่ำ ขณะที่ข้าวยังไม่รู้ว่าไทยจะส่งออกได้มากเพียงใด เพราะปัจจุบันเกิดปัญหาภายใน และประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขัดแย้งทางการเมือง จึงอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าจากไทย

“แม้สถานการณ์การเมืองขณะนี้จะไม่ได้ส่งผลให้ฐานการผลิตชะงัก แต่ก็ส่งผลต่อแง่ความเชื่อมั่นของคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าของวิสาหกิจขนาดกลาง เพราะถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะได้รับความไว้ใจจากคู่ค้ามากกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง คู่ค้าจำเป็นต้องเข้ามาดูสินค้า ตรวจสอบการผลิตให้ได้มาตรฐานตามต้องการ แต่ขณะนี้ได้ชะลอการเข้ามา ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ รายได้ที่ควรจะได้ไม่เข้ามา กลายเป็นปัญหาสภาพคล่องตามมา สิ่งที่ผู้ประกอบการจะทำได้ คือ อธิบายให้คู่ค้าเข้าใจ หากยังไม่วางใจก็จะไปเจรจากันที่อื่น เช่น บินไปคุยกันที่สิงคโปร์ และรอเหตุการณ์สงบจึงมาดูโรงงาน” วิศิษฎ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเจอปัญหาความไม่แน่นอนในประเทศ แต่ผู้ประกอบการไทยยังพยายามขยายตลาดใหม่ โดยตลาดที่ผู้ประกอบการไทยพยายามเข้าไปเปิดและมีแนวโน้มจะได้รับการตอบรับ คือ แอฟริกา ยุโรปตอนเหนือ แต่ในตลาดใหม่จะพบกับการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากผู้ส่งออกอาเซียนด้วยกัน จีน ญี่ปุ่น ที่ผลิตส่งออกอาหารใกล้เคียงกับไทย ผู้ประกอบการต้องหาแนวทางลดต้นทุนเพื่อให้สามารถเข้าไปแข่งขันราคาให้ได้

ทั้งนี้ เงินบาทที่อ่อนค่าลงที่ระดับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ใกล้ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ถือว่าเอื้อกับการส่งออกอาหารมาก และเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยจะไปเสนอราคาแข่งกับคู่แข่งอื่นในตลาดใหม่ ซึ่งหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้อยู่ในระดับนี้ คาดว่าจะช่วยให้การส่งออกอาหารขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน