
ภาพรวมเศรษฐกิจไทย&ต่างประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ
เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยดัชนี ISM Manufacturing ของเดือน ธ.ค. 2556 ยังยืนในระดับสูงที่ 57.0 จุด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ธ.ค. 2556 จะลดลงเหลือ 7.4 หมื่นราย แต่น่าจะเป็นการชะลอลงชั่วคราวจากปัจจัยทางฤดูกาล ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ดี จึงมีโอกาสสูงขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐจะทยอยปรับลดวงเงิน QE ลงต่อเนื่องในการประชุมครั้งถัดๆ ไป
เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มยูโรโซน ยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers Index) ของกลุ่มยูโรโซนในเดือน ธ.ค. 2556 อยู่ที่ 52.7 จุด ส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และอัตราว่างงานก็เริ่มลดลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ 12.1% ด้วยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนมีการขยายตัวที่ดีขึ้นในปี 2557
เศรษฐกิจญี่ปุ่น มีสัญญาณที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งมีการลงทุนของภาครัฐเป็นแรงกระตุ้นหลักของเศรษฐกิจ สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Nomura/JMMA Manufacturing PMI) ของเดือน พ.ย. 2556 ที่ยังเพิ่มขึ้น 5 เดือนติดต่อกัน บ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ดี ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ดูจะดีขึ้นของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วดังกล่าว ก็ยังมีจุดอ่อนและความไม่แน่นอนอีกหลายจุดที่อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เข้มแข็งอย่างที่คาดจากปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ได้แก้ไข นอกจากนี้ เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ก็กำลังชะลอพร้อมๆ กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเทศหลักอย่างเช่น จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย หรืออย่างอินโดนีเซียและไทย เป็นต้น โดยที่การชะลอตัวนั้นเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐลดปริมาณ QE ลง และจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เริ่มสูงขึ้นจนอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเพราะดอกเบี้ยสูงๆ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาระหนี้และปัญหาการคลังที่อาจเกิดขึ้นตามมา
สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวได้ยาวนาน จนทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีข้อจำกัด เนื่องจากการค้าและการลงทุนในโลกล้วนเชื่อมต่อกันเกือบจะทั้งโลก
ภาวะเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. 2556 อ่อนแอลงจากเดือนก่อนหน้า จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ชะลอตัวลง โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนหดลง 1.2% qq และ 2.4% yy และถึงจะไม่รวมผลกระทบของภาคยานยนต์ ส่วนอื่นของตัวชี้วัดการบริโภคก็มีการหดตัวลงด้วยเมื่อเทียบกับปีก่อน การลงทุนภาคเอกชนก็ยังชะลอลงต่อเนื่อง โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือน พ.ย. หดตัวในอัตราสูงขึ้นที่ 7.8% yy เนื่องจากผลของภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไป
ด้านการส่งออกหดตัวลง 4% yy เนื่องจากผลของฐานเดิมที่สูง แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าปรากฏว่าฟื้นตัวเล็กน้อย ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งมาตลอดปีก็กลับชะลอตัวลงจากผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวของจีนตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 และเรื่องปัญหาทางการเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นมาเกือบ 3 เดือนแล้ว โดยล่าสุดรัฐบาลรักษาการได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ทำให้กระทบกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มที่อ่อนแอทั้งด้านภาคบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ลง โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้เป็น 5.1% เนื่องจากการเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐจะล่าช้ากว่าที่คาด และถ้าหากปัญหาทางการเมืองยังยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก ก็เป็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งการฟื้นตัวน่าจะชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง ขึ้นอยู่กับความคลี่คลายลงของสถานการณ์การเมือง
ทั้งนี้ สศค.คาดว่าภาคการส่งออกจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวและขยายได้ 6.5% แต่แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่กลับมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลง ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย จึงต้องติดตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด







