
สู่ความยั่งยืน
...ฐาปนา
ขอสารภาพตามตรงว่าเห็นภาพ
“กล่อง” ที่นำมาให้ท่านผู้อ่านชมกันในวันนี้แล้ว นึกถึง “กล่องบรรจุไข่” เนื่องจากลักษณะของกล่องดูคล้ายๆ กระดาษลูกฟูก ที่มีความหนา และสามารถกันกระแทกได้ แต่พออ่านเนื้อหาเข้าไปจริงๆ แล้ว กล่องที่เห็นนี้เป็น “กล่องรองเท้า”สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานจากกรุงแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีว่า กล่องที่เห็นนี้เป็นกล่องที่
“พูม่า” บริษัทผู้ผลิตรองเท้าชื่อดังระดับโลกได้ออกแบบขึ้น และประกาศจะนำมาใช้บรรจุรองเท้าที่จะจำหน่ายในปีหน้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปีเหตุผลที่พูม่าจะเลิกใช้กล่องบรรจุรองเท้าแบบเดิมๆ ที่เราเห็นกันชินตาในลักษณะกล่องกระดาษสี่เหลี่ยม ก็เพราะว่ากล่องแบบใหม่ที่ออกแบบมานี้ มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า มันถูกผลิตโดยกระดาษขึ้นรูป และภายในบรรจุรองเท้าที่จะถูกใส่ไว้ในถุงรองเท้าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถุงนี้เป็นถุงแบบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
จากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้ จะทำให้พูม่าสามารถลดการใช้กระดาษได้ปีละ 8,500 ตัน ก็ถือว่าเยอะพอดู แถมยังเป็นการช่วยลดการใช้น้ำ รวมถึงลดพลังงานในกระบวนการผลิตได้ประมาณ 60% และยังช่วยไปถึงการลดต้นทุนค่าขนส่งด้วย เพราะบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง
อย่างไรก็ตาม Jochen Zeitz ผู้เป็น CEO ของพูม่าบอกว่า ที่ทำอย่างนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักในการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ การทำแบบนี้ยังอาจจะเพิ่มต้นทุนในช่วงแรกๆ เสียด้วยซ้ำ (เพราะจะต้องมีการปรับระบบการผลิตใหม่)
แต่เหตุผลหลักที่ทำ เป็นเพราะพูม่าต้องการประกาศบอกกับโลกใบนี้ว่าห่วงใยและใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อม
“
มันเริ่มต้นแบบไม่ได้คาดหวังที่จะประหยัดต้นทุน แต่ในระยะยาวแล้วมันควรจะลดต้นทุนได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และเราในฐานะที่เป็นองค์กรธุรกิจ ก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบ เราไม่สามารถรอให้รัฐบาลมาทำ บริษัทต้องเป็นคนที่นำหน้าไป และเราก็ต้องการเป็นผู้นำในด้านนี้” บิ๊กบอสของพูม่า กล่าวจากสิ่งที่พูม่าสื่อออกมานี้ นอกจากความพยายามจะเป็นผู้นำของภาคเอกชนในเรื่องของกระแสรักษ์โลกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกเน้นย้ำออกมามากก็คือ เอกชนสามารถเดินหน้าเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐมาเป็นผู้นำทาง และพูม่าก็หวังว่าการกระทำนี้จะเป็นสิ่งที่บริษัทเอกชนต่างๆ สามารถเดินตามรอยมาได้ อันจะเป็นการช่วยกันทำให้โลกของเราดีขึ้น
สอดคล้องกับคำกล่าวของ Yves Behar นักออกแบบ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้ ที่บอกว่า หวังว่าการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจจิงของพูม่าครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทอื่นๆ ทำตาม
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปในเรื่องนี้ ต้องมองย้อนไปที่ความพยายามของประเทศต่างๆ ในการอนุรักษ์ ซึ่งคงต้องบอกว่า สำหรับประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ล้มเหลว ดังจะเห็นได้จากประเทศมหาอำนาจไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลงนามใดๆ เกี่ยวกับข้อตกลงในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้จะถูกเรียกร้องหนาหู แต่กลับพยายามกดดันให้ประเทศเล็กๆ ทำหน้าที่เหล่านี้แทน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ล้วนเป็นไปเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ทางการค้า และการอุตสาหกรรมของคนในประเทศตัวเอง
ทว่า การที่พูม่าออกมาเสนอตัวว่า ภาครัฐไม่ต้อง เอกชนเดินหน้าเองได้ ก็กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายามในการอนุรักษ์ ซึ่งกลายเป็นกระแสที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญ จนถึงขั้นที่นักอนุรักษ์หลายคนประกาศว่าจะอุดหนุนเฉพาะสินค้าที่รักษ์โลก
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่พูม่ากำลังพยายามทำนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงความปรารถนาดีแล้ว อีกนัยหนึ่งมันคือ
“การตลาด” ที่องค์กรธุรกิจทั่วไปต่างก็พยายามทำโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากยังต้องการอยู่ต่อไปในกระแสธุรกิจ ซึ่ง “ความยั่งยืน” ของสิ่งแวดล้อมจะสะท้อนถึง “ความยั่งยืน” ของบริษัทด้วยการที่พูม่าซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ากีฬาใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากไนกี้ และอาดิดาสทำนี้ จึงเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด ก่อให้เกิดความยั่งยืนในทั้งสองทาง
ด้านผู้ประกอบการไทยเราเอง หลายองค์กรคงได้บทเรียนมาแล้วว่า หากจะต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศมหาอำนาจของโลก ก็จะต้องมีระบบ มีการดำเนินการที่เข้มงวดในด้านต่างๆ เช่น การรักษาคุณภาพ การใช้แรงงานอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการแสดงออกต่อความห่วงใยในสภาพแวดล้อมของโลก มิฉะนั้น บางประเทศก็ไม่ยอมรับให้นำเข้าสินค้า (แม้ว่าประเทศของเขาเองปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการว่าด้วยการลดโลกร้อน แต่ก็มีการนำเอาประเด็นนี้มาเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า)
ดังนั้น ผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องระลึกเสมอว่า
“ความยั่งยืน” ของสิ่งแวดล้อมจะสะท้อนถึง “ความยั่งยืน” ของบริษัทด้วย...แน่นอน






