posttoday
สู่ความยั่งยืน

สู่ความยั่งยืน

10 พฤษภาคม 2553

 

 

...ฐาปนา

ขอสารภาพตามตรงว่าเห็นภาพ “กล่อง” ที่นำมาให้ท่านผู้อ่านชมกันในวันนี้แล้ว นึกถึง “กล่องบรรจุไข่” เนื่องจากลักษณะของกล่องดูคล้ายๆ กระดาษลูกฟูก ที่มีความหนา และสามารถกันกระแทกได้ แต่พออ่านเนื้อหาเข้าไปจริงๆ แล้ว กล่องที่เห็นนี้เป็น “กล่องรองเท้า”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานจากกรุงแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีว่า กล่องที่เห็นนี้เป็นกล่องที่ “พูม่า” บริษัทผู้ผลิตรองเท้าชื่อดังระดับโลกได้ออกแบบขึ้น และประกาศจะนำมาใช้บรรจุรองเท้าที่จะจำหน่ายในปีหน้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี

เหตุผลที่พูม่าจะเลิกใช้กล่องบรรจุรองเท้าแบบเดิมๆ ที่เราเห็นกันชินตาในลักษณะกล่องกระดาษสี่เหลี่ยม ก็เพราะว่ากล่องแบบใหม่ที่ออกแบบมานี้ มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า มันถูกผลิตโดยกระดาษขึ้นรูป และภายในบรรจุรองเท้าที่จะถูกใส่ไว้ในถุงรองเท้าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถุงนี้เป็นถุงแบบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

จากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้ จะทำให้พูม่าสามารถลดการใช้กระดาษได้ปีละ 8,500 ตัน ก็ถือว่าเยอะพอดู แถมยังเป็นการช่วยลดการใช้น้ำ รวมถึงลดพลังงานในกระบวนการผลิตได้ประมาณ 60% และยังช่วยไปถึงการลดต้นทุนค่าขนส่งด้วย เพราะบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง

อย่างไรก็ตาม Jochen Zeitz ผู้เป็น CEO ของพูม่าบอกว่า ที่ทำอย่างนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักในการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ การทำแบบนี้ยังอาจจะเพิ่มต้นทุนในช่วงแรกๆ เสียด้วยซ้ำ (เพราะจะต้องมีการปรับระบบการผลิตใหม่)

แต่เหตุผลหลักที่ทำ เป็นเพราะพูม่าต้องการประกาศบอกกับโลกใบนี้ว่าห่วงใยและใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อม

“มันเริ่มต้นแบบไม่ได้คาดหวังที่จะประหยัดต้นทุน แต่ในระยะยาวแล้วมันควรจะลดต้นทุนได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และเราในฐานะที่เป็นองค์กรธุรกิจ ก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบ เราไม่สามารถรอให้รัฐบาลมาทำ บริษัทต้องเป็นคนที่นำหน้าไป และเราก็ต้องการเป็นผู้นำในด้านนี้” บิ๊กบอสของพูม่า กล่าว

จากสิ่งที่พูม่าสื่อออกมานี้ นอกจากความพยายามจะเป็นผู้นำของภาคเอกชนในเรื่องของกระแสรักษ์โลกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกเน้นย้ำออกมามากก็คือ เอกชนสามารถเดินหน้าเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐมาเป็นผู้นำทาง และพูม่าก็หวังว่าการกระทำนี้จะเป็นสิ่งที่บริษัทเอกชนต่างๆ สามารถเดินตามรอยมาได้ อันจะเป็นการช่วยกันทำให้โลกของเราดีขึ้น

สอดคล้องกับคำกล่าวของ Yves Behar นักออกแบบ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้ ที่บอกว่า หวังว่าการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจจิงของพูม่าครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทอื่นๆ ทำตาม

หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปในเรื่องนี้ ต้องมองย้อนไปที่ความพยายามของประเทศต่างๆ ในการอนุรักษ์ ซึ่งคงต้องบอกว่า สำหรับประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ล้มเหลว ดังจะเห็นได้จากประเทศมหาอำนาจไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลงนามใดๆ เกี่ยวกับข้อตกลงในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้จะถูกเรียกร้องหนาหู แต่กลับพยายามกดดันให้ประเทศเล็กๆ ทำหน้าที่เหล่านี้แทน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ล้วนเป็นไปเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ทางการค้า และการอุตสาหกรรมของคนในประเทศตัวเอง

ทว่า การที่พูม่าออกมาเสนอตัวว่า ภาครัฐไม่ต้อง เอกชนเดินหน้าเองได้ ก็กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายามในการอนุรักษ์ ซึ่งกลายเป็นกระแสที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญ จนถึงขั้นที่นักอนุรักษ์หลายคนประกาศว่าจะอุดหนุนเฉพาะสินค้าที่รักษ์โลก

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่พูม่ากำลังพยายามทำนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงความปรารถนาดีแล้ว อีกนัยหนึ่งมันคือ “การตลาด” ที่องค์กรธุรกิจทั่วไปต่างก็พยายามทำโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากยังต้องการอยู่ต่อไปในกระแสธุรกิจ ซึ่ง “ความยั่งยืน” ของสิ่งแวดล้อมจะสะท้อนถึง “ความยั่งยืน” ของบริษัทด้วย

การที่พูม่าซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ากีฬาใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากไนกี้ และอาดิดาสทำนี้ จึงเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด ก่อให้เกิดความยั่งยืนในทั้งสองทาง

ด้านผู้ประกอบการไทยเราเอง หลายองค์กรคงได้บทเรียนมาแล้วว่า หากจะต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศมหาอำนาจของโลก ก็จะต้องมีระบบ มีการดำเนินการที่เข้มงวดในด้านต่างๆ เช่น การรักษาคุณภาพ การใช้แรงงานอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการแสดงออกต่อความห่วงใยในสภาพแวดล้อมของโลก มิฉะนั้น บางประเทศก็ไม่ยอมรับให้นำเข้าสินค้า (แม้ว่าประเทศของเขาเองปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการว่าด้วยการลดโลกร้อน แต่ก็มีการนำเอาประเด็นนี้มาเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า)

ดังนั้น ผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องระลึกเสมอว่า “ความยั่งยืน” ของสิ่งแวดล้อมจะสะท้อนถึง “ความยั่งยืน” ของบริษัทด้วย...แน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค