
ธุรกิจประกันภัยพุ่งไม่หยุด
เบี้ยต่อ
‘จีดีพี’วิ่งฉิวขึ้นเป็น4.6%คนกลัวความเสี่ยงทำประกันเพิ่มโพสต์ทูเดย์ — ไตรมาสแรกปีนี้ เบี้ยประกันภัยต่อจีดีพีวิ่งขึ้นมายืนที่ 4.6% เพิ่มขึ้น 0.5% ด้าน คปภ.ดันเต็มที่ หวังให้ถึง 6% ตามเป้า
นายสรศักดิ์ ทันตสุวรรณ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในไตรมาสแรกของปี 2553 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมาอยู่ที่ 4.6% จากปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 4.1% และจะพยายามทำให้เบี้ยประกันภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นให้ได้ 6% ต่อจีดีพีภายในสิ้นปีนี้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ 2 แนวคิดหลัก คือ 1.โครงการสร้างเครือข่ายความรู้ ความเข้าใจ และศรัทธากับทุกหน่วยงาน ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จากเดิมที่จะให้หนังสือไปอ่าน ได้เปลี่ยนเป็นเข้าถึงกลุ่มประชาชน โดยไปดูว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่นั้นคุ้มครองอะไรบ้าง ควรจะซื้ออะไรเพิ่ม และด้วยอาชีพที่เป็นอยู่สามารถซื้อประกันอะไรได้ และซื้อประกันอะไรไม่ได้
ขณะที่หน่วยงานธุรกิจ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า ที่จะมุ่งไปที่แต่ละธุรกิจแล้วแจกแจงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจว่าต้องทำประกันประเภทไหน ประกันที่มีอยู่ให้ความคุ้มครองในเรื่องอะไรบ้าง เช่น โรงแรมควรจะมีความคุ้มครองบุคคลภายนอกที่มาใช้บริการด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่ม จะเสนอประกันกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับความเสี่ยงที่จะได้รับ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มนี้ยังไม่เคยทำประกัน
“
คปภ.จะเข้าไปทำให้เขาเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากประกัน เมื่อเข้าใจแล้วเขาจะหาสินค้าที่เหมาะสมกับความจำเป็นของเขา แล้วเราก็จะเก็บสิ่งเหล่านั้นมาหารือกับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัยให้ออกสินค้าได้ตรงจุด จะทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าของประกันจริงๆ ที่ผ่านมาเขาก็ซื้อนะ ซื้อแล้วมันไม่ได้ใช้ เขาก็ไม่เห็นคุณค่า และให้เขาเข้าใจเรื่องกฎหมายด้วย บอกหลักเกณฑ์ง่ายๆ ว่าหากเป็นคดีอาญาระหว่างประชาชนกับบริษัทประกันมีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดูแลอยู่ แต่ถ้าเป็นคดีประกัน คปภ.ดูแล จะได้รู้ว่าจะต้องไปที่ไหน” นายสรศักดิ์ กล่าวนายสรศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิดที่ 2 ในการผลักดันให้เบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นเป็น 6% ให้ได้ตามเป้าหมาย คือ การอาศัยวิกฤตเป็นโอกาสในการเข้าไปหากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบทำให้ห้างร้านปิด ธุรกิจหยุดชะงัก ประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการเข้ามาใช้สถานที่ ตำรวจบาดเจ็บ นักท่องเที่ยวไม่เข้ามาเมืองไทย
ทั้งนี้ที่ผ่านมาตำรวจไม่เคยมีประกันชีวิตกลุ่มเลย เมื่อเห็นทหารเขามีแล้วได้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ จะทำให้เกิดความตระหนักในการที่จะคิดทำประกันชีวิต รวมถึงตึกสูง อาคาร ห้างร้าน เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยง และเริ่มสนใจศึกษาประกันภัยก่อการร้าย การจลาจล การนัดหยุดงาน รวมถึงธุรกิจหยุดชะงัก
รวมถึง ธุรกิจท่องเที่ยว ที่เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกการท่องเที่ยว ก็เป็นโอกาสในการที่คปภ.จะไปให้ความรู้เรื่องการนำประกันภัยเข้าไปบริหารความเสี่ยง และใช้เป็นครื่องมือในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในยามที่บ้านเมืองเกิดความสงบสุข
“
แต่ต้องเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า การตระหนักถึงภัยไม่ได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะวิ่งซื้อประกันภัยในทันที แต่จะเป็นปัจจัยให้คนเริ่มมอง และหาจังหวะในการซื้อความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต เพราะหากซื้อตอนนี้เบี้ยแพงแน่ เปรียบได้กับว่ารถชนกันแล้วจะหาซื้อประกัน ก็ไม่มีบริษัทประกันไหนขาย หรือยืนอยู่ท่ามกลางรถที่วิ่งไปมาบนถนนแล้วจะหาซื้อประกันเพราะเห็นว่าตัวเองมีความเสี่ยงนี่เบี้ยก็แพง นี่คือหลักการ” นายสรศักดิ์ กล่าวนายสรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธุรกิจและประชาชนจะมองเรื่องการลงทุน มีเงินออมจะไปลงทุนทำโน่นทำนี่ แต่ไม่ได้มองเรื่องการปกป้องคุ้มครองเงินที่ลงทุนไป ซึ่งประกันภัยและประกันชีวิตเป็นภาคธุรกิจที่จะเข้าไปดูแลเงินลงทุนนั้นไม่ให้เสียหาย และเป็นความต่อเนื่องจากธุรกิจการเงิน ไม่ใช่คู่แข่งขันกัน แต่เป็นธุรกิจที่ทำงานต่อเนื่องกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2553 นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าเบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันภัยทั้งระบบจะมีจำนวนทั้งสิ้น 424,126 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิต 305,083 ล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัย 119,043 ล้านบาท มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับต่อจีดีพีที่ระดับ 6%







