posttoday
ธุรกิจหันพึ่ง"ออนไลน์"

ธุรกิจหันพึ่ง"ออนไลน์"

27 มกราคม 2557

ทีมข่าวเอสเอ็มอี

ทีมข่าวเอสเอ็มอี

ยามมีภัยการเมืองเข้ามากระทบธุรกิจ ช่องทางหนึ่งที่จะเติบโตสูง คือ ออนไลน์ เครื่องมือที่เข้าถึงผู้คนได้โดยไม่ต้องเดินทางและตามติดผู้บริโภคได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง

ธุรกิจเว็บไซต์ ชี้สินค้ารายย่อยแห่พึ่งสื่อออนไลน์ หวังสร้างการตลาดต่อเนื่องรักษาฐานลูกค้า หนีม็อบชัตดาวน์ฯ

ศิริพร เภกะสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พิกเซล อินเตอร์แอคทีฟ ผู้ดำเนินธุรกิจสร้างเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น กล่าวว่า จากสถานการณ์การชุมนุมใหญ่ 7 จุดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ หรือการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจหรือเจ้าของสินค้าต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หันมาทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับบริษัท

ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้ารายเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ติดต่อเข้ามาจ้างงานค่อนข้างต่อเนื่องในช่วงการชุมนุมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีจนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทในการขยายการรับงาน ประกอบกับส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และทำให้ลูกค้าหันมาทำตลาด หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหรือช่องทางออนไลน์มากขึ้นที่เติบโตเกือบ 100% เพื่อลดค่าใช้จ่าย

“มีหลายสินค้าบริการที่อาจได้รับผลกระทบจาก ทั้งเศรษฐกิจและการเดินทาง ก็หันมาทำสื่ออนไลน์ มากขึ้น ด้วยลงทุนน้อยกว่าสื่ออื่น แต่ลูกค้าเห็นได้ 24 ชั่วโมงทั่วโลก ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้รับผลกระทบด้านรายไดัมากนัก แต่จะกระทบด้านการเดินทางที่ไปพบลูกค้าลำบากขึ้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม” ศิริพร กล่าว

ขณะเดียวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าจากกระแสการตื่นตัวสื่อออนไลน์ที่ขยายตัวมากขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปและเจ้าของธุรกิจรายย่อยประเภทต่างๆ ทั้งสินค้าบริการ ค้าปลีก เบ็ดเตล็ด แฟชั่น ฯลฯ ที่เริ่มหันมา ลงทุนพัฒนาธุรกิจผ่านสื่อเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีมากขึ้น

ด้าน ธวิทย์ เรืองรองปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอ็มอี ชิปปิ้ง ผู้ให้บริการส่งสินค้าไป ต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย กล่าวว่า ช่องทางค้าขายผ่านออนไลน์ระหว่างประเทศไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ขณะเดียวกัน มีผู้ประกอบการหลายรายอาศัยช่องทางนี้ในการติดต่อซื้อขายสินค้า รวมทั้งสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิต โดยไม่ต้องเดินทางไปหน้าร้าน ทำให้ไม่มีปัญหาแม้ว่าจะอยู่ภายใต้การชุมนุมทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ช่องทางอีคอมเมิร์ซหรือออนไลน์ แม้จะเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ แต่ในประเทศไทย อัตราการเติบโตเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจาก ผู้ขายและทำตลาดสินค้าผ่านออนไลน์ยังเข้าไม่ถึงผู้ผลิตสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มโอท็อป เอสเอ็มอีในต่างจังหวัด ซึ่งมีสินค้าที่ลูกค้า โดยเฉพาะต่างประเทศนิยม เช่น ของขวัญ ของฝาก และของแต่งบ้าน งานหัตถกรรมฝีมือที่แสดงถึงความเป็นไทย

“ในปีนี้บริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขายสินค้า โดยจัดการอบรม สัมมนาให้ความรู้ เพื่อพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้เติบโตและได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรายย่อยที่มีอยู่ทั่วประเทศ” ธวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากศูนย์ข้อมูลสถาบันวิจัยอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโอกาสทางธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในตลาดโลกอยู่บนออนไลน์โดยเฉพาะในอีเบย์ สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่วางจำหน่ายในอีเบย์มีมากกว่า 5 หมื่นชิ้น ซึ่งทุกนาทีจะขายได้เฉลี่ย 3 ชิ้น

สำหรับตลาดสินค้าอีเบย์จากทั่วโลกมีมูลค่าการซื้อขายต่อปีมากกว่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นประเทศที่ขายสินค้าผ่านอีเบย์สูงเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย รองจากจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น

นี่คือโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ที่แม้จะมีวิกฤต เป็นตัวผลักดัน แต่ผู้ประกอบการก็อย่ามองข้ามเป็นอันขาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ต้องเลือกใช้ช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดรับมือการแข่งขันโลกยุคใหม่ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสินค้าแบบออนไลน์ทั่วโลก แบบเจ้าของธุรกิจสู่ลูกค้า (บีทูซี) มีประมาณ 1.298 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อน และตลาดสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่สุดในโลกคือ สหรัฐ และในอนาคต ตลาดเอเชียแปซิค จะมีขนาดใหญ่แซงสหรัฐ ซึ่งมีแรงซื้อสำคัญจาก จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย

สู่ตลาดโลกบนตลาดออนไลน์อีเบย์ว่า สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีโอกาสขยายตลาดผ่านอีเบย์มากขึ้น เพราะสินค้ากลุ่มดังกล่าวจากทั่วโลกมียอดขายผ่านอีเบย์มากกว่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และเติบโตสูงทุกปี โดยมีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่วางจำหน่ายในอีเบย์ มีมากกว่า 50,000 ชิ้น ซึ่งทุกนาทีจะขายได้เฉลี่ย 3 ชิ้น

ทั้งนี้ อัญมณีที่ยังไม่ประกอบเป็นตัวเรือน เป็นสินค้าที่ขายดีสูงสุดของไทย ขายได้ 2,880 ชิ้นต่อวัน เครื่องประดับอัญมณีแท้ ขายได้ 288 ชิ้นต่อวัน โดยในแต่ละวันมีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทั่วโลก วางจำหน่ายบนอีเบย์ เกือบ 6 ล้านชิ้น จำนวนร้านค้า 400,000 ร้านค้า ส่วนผู้ค้าพลอยในไทย มีจำนวน 2,200 ร้าน

ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบสถิติการขายสินค้าจากทั่วโลก พบว่า สร้อยข้อมือ ขายได้ทุก 4 วินาที ต่างหู ขายได้ในทุก 10 วินาที สร้อยคอพร้อมจี้ ขายได้ทุก 5 วินาที แหวน ขายได้ทุก 10 วินาที อัญมณี ขายได้ทุก 13 วินาที เพชร ขายได้ทุก 4.6 วินาทีแหวนแต่งงานขายได้ทุก 12 วินาที กระดุมข้อมือ ขายได้ทุก 2.7 วินาที และนาฬิกาขายได้ทุก 8 วินาที

ทั้งนี้หากลงทุนขายสินค้าบนอีเบย์นั้น จะมีต้นทุนต่ำมาก โดยเว็บไซด์ www.ebay.com ระบุว่า จะมีค่าธรรมเนียมฝากขายสินค้าเริ่มต้นเพียง 0.05 เหรียญสหรัฐ สำหรับการขายแบบซื้อได้เลย ในกลุ่มสินค้าประเภทหนังสือ วีดีโอเกมส์ แผ่นดีวีดีหนังและเพลง ส่วนค่าธรรมเนียมฝากขายแบบประมูลเริ่มต้น 0.30 เหรียญสหรัฐในทุกประเภทสินค้า และจ่ายค่าคอมมิชชั่นเมื่อขายสินค้าได้ 10% ของราคาสินค้ารวมค่าส่ง

นอกจากนี้ มีระบบการตรวจสอบป้องกันปัญหาการทุจริตที่รัดกุม จากเจ้าหน้าที่ของ อีเบย์ที่จะตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ รวมทั้งมีระบบการชำระเงินออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็ว จากระบบ เพย์พอล รวมทั้งมีกลไลการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ ผู้ซื้อ ผู้ขาย สามารถมั่นใจด้วยระบบการให้คะแนน หากผู้ซื้อไม่ชำระเงิน หลังจากสั่งสินค้า หรือผู้ขายส่งสินค้าไม่ตรงตามโฆษณาจะได้คะแนนติดลบ ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน อีเบย์ ได้ทำตลาดรวม 200 ประเทศทั่วโลก มีซื้อมากกว่า 100 ล้านคน และยังมีตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตคือ รัสเซีย และบราซิล ทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก และไม่มีต้นทุนค่าเดินทาง และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน