posttoday
หมดยุคทองกลุ่มธนาคาร

หมดยุคทองกลุ่มธนาคาร

27 มกราคม 2557

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

แม้ว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารเติบโตถึง26.6% ในปี 2556 แต่สัญญาณหมดยุคทองของธนาคารเพิ่งเริ่มต้น จากสัญญาณที่นายธนาคารตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้สูงเมื่อสิ้นปี 2556

ไตรมาสที่ 4ปี2556กำไรของกลุ่มลดลง 6.7% จากไตรมาส3เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมือง

ทั้งที่สินเชื่อชะลอตัวใน9เดือนแรกและเร่งเติบโตในไตรมาสที่ 4/2556 จากความต้องการสินเชื่อตามฤดูกาลเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในเดือนธ. ค.ในขณะที่สินเชื่อกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อรายย่อยยังซึมอยู่

ทั้งนี้ทุกธนาคารมีการตั้งสำรองในระดับที่สูง สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง และมุมมองที่ระมัดระวังของธนาคารต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อและสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง

“ วิชิต สุรพงษ์ชัย” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) กล่าวว่า ในปี 2557 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ

ธนาคารจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และด้วยการปรับตัวเร็วผนวกกับผลจากการดำเนินโครงการปรับปรุงธนาคาร ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งเสริมให้ธนาคารมีความพร้อมในการทำธุรกิจขึ้นอีกระดับเมื่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวดีขึ้น

SCB ประกาศปี 2556 มีกำไรสุทธิ 50,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2555 จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย การเติบโตที่แข็งแกร่งของค่าธรรมเนียมรับ รายได้สุทธิจากการรับประกันภัย และรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย

ทั้งนี้ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ในขณะที่คุณภาพของสินเชื่อโดยรวมของธนาคารยังทรงตัวในระดับดี

สำหรับไตรมาสที่ 4/2556 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 11,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26.3%

“โนริอากิ โกโตะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่าปี 2557 BAY เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากปี 2556 จากการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของความต้องการในประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของสินเชื่อในระดับ ที่น่าพอใจ

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 9% จากปี2556ที่สินเชื่อเติบโต13.6%

ในปี 2556 ที่ผ่านมา BAY ได้เข้ามาเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก

ทั้งนี้จะเป็นการผนึกความแข็งแกร่งของ BAY และสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) เข้ากับกลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ซึ่งเชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนาดใหญ่และมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก

ปี2556ที่ผ่านมาธนาคารมี กำไรสุทธิไม่รวมผลกระทบจากการตั้งสำรองพิเศษจำนวน 2,600ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่จำนวน 1,620ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% จากปีก่อน

ทั้งนี้หลังจากการตั้งสำรองพิเศษ กำไรสุทธิสำหรับปี 2556 อยู่ที่จำนวน 1,410 ล้านบาท ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับปี 2555

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 4.37% แม้ต้องเผชิญภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากที่รุนแรง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคจีไอ(ประเทศไทย)ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารต่ำกว่าตลาด โดยมีธนาคารกสิกรไทย( KBANK) เป็นหุ้นเด่นเพียงตัวเดียวในกลุ่มธนาคารพาณิชย์

KBANK มีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4/2556 อยู่ที่ 9,500ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 11.1% จากไตรมาส3

ทั้งนี้กำไรในไตรมาสที่ 4/2556 เป็นไปตามประมาณการเฉลี่ยของตลาดส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2556 อยู่ที่4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.2% จากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี รายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลงและอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลง (20% ในปี 2556 จาก 23% ในปี 2555) สินเชื่อโต +1.9%จากไตรมาส3 และ +8.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสที่ 4/2556 จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อบัตรเครดิตสินเชื่อเพื่อการค้าและการพาณิชย์

รายได้ดอกเบี้ย ในปี 2556 อยู่ที่ 7.28 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 14.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการขยายตัวของสินเชื่อและ NIM ที่ทรงตัว ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.82 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง (ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อ) และเบี้ยประกันชีวิตรับสุทธิของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต (MTL)

ในไตรมาสที่ 4/2556 NIM ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3.60% จาก 3.53% ในไตรมาสที่ 4/2555และ 3.52% ในไตรมาสที่ 3/2556

สำหรับปี 2556 NIM ลดลงเหลือ 3.55% จาก 3.58%ในปี 2555 ซึ่งเป็นการลดลงของทั้งธนาคารทุกแห่งตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะที่มีการแข่งขันระดมเงินฝากระหว่างธนาคาร

สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ขยับสูงขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาสที่ 4/2556 แต่ลดลงเหลือ 43.7%

ในปี 2556 จาก 45.0% ในปี 2555 สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้( NPL )ลดลงเหลือ 2.11% จาก 2.16%ในปี 2555 ในขณะที่ สำรองต่อ NPL เพิ่มขึ้นเป็น 134.5% จาก 131.8%

ในปี 2555มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น (0.85%ในปี 2556 จาก 66% ในปี2555) โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะกลับเป็นขาลงท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แย่ลง

เงินกองทุนของธนาคารยังคงแข็งแกร่งโดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง อยู่ที่ 15.78% และมีสัดส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 1 อยู่12.57%

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน