
แนะรายย่อยเร่งบุกอาเซียนลดเสี่ยงการเมือง
แต่หากยืดเยื้อทำคู่ค้าต่างชาติขาดความเชื่อมั่น แต่โอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจเพื่อนบ้านมีสูงแนะปรับสัดส่วนขายในประเทศและส่งออกรับความผันผวน
แต่หากยืดเยื้อทำคู่ค้าต่างชาติขาดความเชื่อมั่น แต่โอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจเพื่อนบ้านมีสูงแนะปรับสัดส่วนขายในประเทศและส่งออกรับความผันผวน
เอสเอ็มอีหวั่นการเมืองยืดเยื้อ กระทบออร์เดอร์ แนะปรับตัวบุกอาเซียน ลดความเสี่ยง
นายรุ่งโรจน์ บุนฑารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.เบสท์ อินเตอร์ โปรดักส์ ผู้ผลิตสินค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เปิดเผยว่า หากการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อไปอีก 12 เดือน คาดว่าจะกระทบต่อคำสั่งซื้อของบริษัท เนื่องจากต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศจะลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่างๆ มีรายได้ลดลง
จากเหตุความวุ่นวายทางการเมือง และการปิดกรุงเทพในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯยังไม่ได้รับผลกระทบกับยอดการผลิตมากนัก เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ชานเมือง คำสั่งซื้อสินค้าต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศยังไม่ลด แต่หากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปอีก 1-2 เดือน น่าจะมีผลกระทบต่อคำสั่งซื้อของบริษัท เนื่องจากต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น และกำลังซื้อภายในประเทศจะลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่กล้าที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่างๆมีรายได้ลดลง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยอดการผลิตสินค้าของบริษัทยังเป็นปกติ แต่คู่ค้าได้ปรับแนวทางการซื้อสินค้า จากเดือนละ 1 ครั้ง มาเป็น 2-3 เดือนครั้ง เพราะต้องรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นช่วงๆ ซึ่งหากความวุ่นวายทางการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป ก็คงจะกระทบต่อยอดขายในอนาคต
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ผลิตหลายผลิตภัณฑ์ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องจักร โดยมียอดขายในปีที่ผ่านมาประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนการขายในประเทศ 95% ส่งออก 5% โดยมีตลาดส่งออกหลักๆ อยู่ในอาเซียน ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และที่กำลังเติบโตสูงคือพม่า
ก่อนหน้านี้ บริษัทมีแผนจะขยายสัดส่วนยอดขายต่างประเทศไปยังสหรัฐและยุโรป แต่เจอปัญหาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จึงเบนเข็มมาที่อาเซียน ซึ่งพบว่าขยายตัวได้ดี โดยปีนี้บริษัทวางเป้าหมายเติบโต 20% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อคาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ 10%
“อาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ประชาชนมีความต้องการสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ซึ่งการที่เศรษฐกิจเพื่อนบ้านขยายตัวต่อเนื่องนี้ จะทำให้ 1-2 ปีข้างหน้าสัดส่วนยอดขายของบริษัทไปยังต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 10%” นายรุ่งโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในขณะนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรจะปรับตัวในการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย และพึ่งพาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนทั้งการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจโลก







