posttoday
กลุ่มหุ้นปลอดการเมือง

กลุ่มหุ้นปลอดการเมือง

24 มกราคม 2557

เรื่องบล.ธนชาต+กราฟ

เรื่องบล.ธนชาต+กราฟ

การเมืองยังเป็นปัจจัย “พลิกผัน” และกำหนดเงื่อนไขการเลือกหุ้นช่วงนี้

ปัญหาการเมืองที่ยกระดับขึ้นจากความ “ร้อนแรง” เป็น “รุนแรง” และคาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนช่วงสัปดาห์หน้า และถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขในการเลือกกลุ่มหุ้นลงทุนช่วงนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ธนชาตยังแนะนำ กลุ่มหุ้น 3 กลุ่มหลักที่คาดว่าจะ ดีกว่า ตลาด ได้แก่

กลุ่มแรก กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบทางการเมืองจำกัด กลุ่มสองกลุ่มหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และ กลุ่มสาม กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ซึ่งได้แก่บริษัทบีทีเอสกรุ๊ปโฮลดิ้ง( BTS)บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF)บริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์( DELTA)บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชัน(DTAC)บริษัทจีเอฟพีที(GFPT)บริษัทชินคอร์ปอเรชัน(INTUCH) และบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม( PTTEP)และบริษัทไทยยูเนี่ยนโฟร์เซ่นโปรดักส์( TUF )

หุ้นกลุ่มอาหารมีแนวโน้ม ปรับตัวดี ตลาดต่อไปโดย เนื่องจาก

ประการแรก ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองจำกัด ขณะที่ความต้องการไก่ที่เพิ่มขึ้นหลังญี่ปุ่นกลับมานำเข้าไก่สดอีกครั้ง ทำให้ราคาไก่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 45.5 บาท/กิโลกรัม เทียบกับต้นทุนเลี้ยงไก่ที่ 35-38 บาท/กิโลกรัม

ประการที่สอง ต้นทุนการเลี้ยงไก่ลดลงเนื่องจากราคาข้าวโพด และกากถั่วเหลือทรงตัวในระดับต่ำ

ประการที่สาม แม้โรคEMS กุ้งจะยังเป็น “ตัวถ่วง” กำไรในช่วง ครึ่งแรกปีนี้แต่ถือว่าฟื้นตัวขึ้นอย่างมากและผ่านจุดต่ำสุดในปี 2556 ไปแล้ว โดยคาดการณ์ตจะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจกุ้งเต็มที่ใน ครึ่งหลังปีนี้

ประการที่สี่ ผลการดำเนินงานมีลักษณะ ฟื้นตัวเติบโตสูงอย่างน้อย 2 ปีสำหรับ TUF (2557เติบโต = +66%, 2558= +34%) และ CPF (2557 = +129%, 2558 = +42%)

ประการที่ห้า จากสถิติหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปี 2553 หุ้นกลุ่มอาหาร มีแนวโน้ม ปรับตัวดีกว่าตลาดในระยะ 12 เดือน

ด้านกลุ่มค้าปลีกไทยได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างมากซึ่งนักวิเคราะห์ บล. ธนชาตมองว่าจะกระทบยอดขายต่อสาขาเดิม (SSS) อย่างหนักและคาดว่า SSS จะโตที่ 0.5% ใน ไตรมาส4ปี2556 ด้วยปัญหาการเมืองยังไม่มีคลี่คลาย

ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบต่อกลุ่มค้าปลีกจะรุนแรงขึ้นต่อไปในปี 2557 และไม่ใช่ผลกระทบเฉพาะในระยะสั้น เพราะโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังมีปัญหาอย่างหนักจะส่งผลกระทบต่อภาคบริโภคในระยะยาว ในสองปีที่ผ่านมามูลค่าเงินลงทุนโครงการรับจำนำข้าวต่อปีอยู่ที่ราว 3% ของ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)

หากโครงการหยุดชะงักจะทำให้กำลังซื้อของคนในต่างจังหวัดลดลง และส่งผลให้บริษัทลดแผนการขยายสาขาซึ่งเน้นในต่างจังหวัด

“ เราเชื่อว่าตลาดต่างจังหวัดยังคงมีการเข้าถึงต่ำด้วยสัดส่วนจำนวนสาขาของผู้ค้าปลีกสมัยใหม่ในกรุงเทพฯอยู่ในระดับสูงที่ 3040% แต่การหยุดชะงักหรือการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวอาจชะลอการเติบโตเศรษฐกิจในต่างจังหวัด เราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทค้าปลีกทั้งหมดเพราะทุกบริษัทตั้งเป้าขยายสาขามากขึ้นในต่างจังหวัด นำไปสู่การปรับลดสมมติฐานของเรา”

สำหรับยอดขายต่อสาขาเดิม, สาขาใหม่ และอัตรากำไรขั้นต้น บริษัทที่ถูกปรับลดราคาเป้าหมายมากที่สุดคือบริษัทบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์(BIGC )จากถือและบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินส้น( ROBINS )จากซื้อเป็นแนะนำ “ขาย”

นอกจากนั้นยังลดน้ำหนักของกลุ่มจากมากกว่าตลาดเป็น น้อยกว่าตลาดโดยไม่นับรวมบริษัทซีพีออลล์( CPALL )เพราะกำไรกลับมาฟื้นตัว กำไรต่อหุ้นของห้าบริษัทค้าปลีกทันสมัยโตเฉลี่ยที่ 17% ในปี 2557 และ 20% ในปี 2558 ซึ่งไม่สมควรถูกซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร(พีอี) สูงถึง 25.6 เท่า ในปี 2557 และ 21.0 เท่า ในปี 2558

บล.ธนชาตแนะนำ “ขาย” เพิ่มคือ BIGC และ ROBINSและCPALL ยังคงเป็นหุ้นที่แนะนำให้ซื้อ

“ชอบ CPALL มากที่สุดในกลุ่มต่างจากบริษัทอื่นๆในกลุ่มค้าปลีกธุรกิจ 7Eleven มีความยืดหยุ่นและมีแผนขยายสาขาเชิงรุกมากขึ้นที่ปีละ 600สาขา ในขณะที่บริษัทสยามแมคโคร( MAKRO )มีแผนเร่งขยายสาขาเร็วขึ้นมากกว่าในอดีต มองว่าพีอี ที่ 24.3 เท่า ในปี 2557 ถือว่าไม่สูง ด้วยอัตราการเติบโตที่โดดเด่นมากถึง30% และ 28% ในปี 2557-2558”

ทั้งนี้คาดว่าผลจากการลดหนี้ตั้งแต่ปี 2559 จะยังสนับสนุนการเติบโตแข็งแกร่งที่กำไรต่อหุ้นโตปีละ 27% ในปี 2556-2561

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน