
ฟิทช์มองปัญหาการเมืองอาจส่งผลต่อความแข็งแกร่งของธนาคาร
สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และอาจเป็นปัจจัยที่ท้าทายฐานะทางการเงินของภาคธนาคารพาณิชย์ไทย ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุ ความไม่มั่นคงทางการเมืองนั้นได้พิจารณาและสะท้อนอยู่ในอันดับเครดิตในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านเครดิตอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เพื่อช่วยการบริหารจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงกันข้าม แต่ พ.ร.ก.ดังกล่าวอาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และอาจเป็นปัจจัยที่ท้าทายฐานะทางการเงินของภาคธนาคารพาณิชย์ไทย ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุ ความไม่มั่นคงทางการเมืองนั้นได้พิจารณาและสะท้อนอยู่ในอันดับเครดิตในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านเครดิตอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เพื่อช่วยการบริหารจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงกันข้าม แต่ พ.ร.ก.ดังกล่าวอาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
สภาวะแวดล้อมการดำเนินงานโดยรวม ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถรองรับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต และผลกระทบจากมหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ได้ในระดับหนึ่ง ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารที่ส่งผลให้ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่ง การแตกแยกทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการประท้วงตามท้องถนนครั้งใหญ่ ในปี 2551 2552 และ 2553 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทยยังคงสามารถรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ค่อนข้างดี ซึ่งเห็นได้จากการเติบโต GDP ของประเทศไทยในระดับเฉลี่ยที่ 3% ระหว่างปี 2552-2556 ตามการประมาณการของฟิทช์ ซึ่งยังคงสูงกว่าค่ากลางของกลุ่มที่มีอันดับเครดิตในระดับ “BBB” เล็กน้อย โดยอยู่ที่ 2.7% ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีปัจจัยอื่นที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญของระดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของธนาคารขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวลงของภาคธุรกิจตั้งแต่การเริ่มประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเดือน พ.ย. 2556 หากยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต อาจส่งผลให้ความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระดับหนี้สินในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2556 จาก 60% ณ สิ้นปี 2552 แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตของภาคธนาคารมีความอ่อนไหวเพิ่มขึ้นต่อการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนอยู่ในความเห็นของฟิทช์ต่อภาคธนาคารพาณิชย์ไทยสำหรับปีนี้ที่มีแนวโน้มเป็นลบ (เทียบกับแนวโน้มมีเสถียรภาพในปี 2556) แม้ว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญความเสี่ยงที่สูงกว่า ในขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการมีระดับหนี้สินในระบบเศรษฐกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังคงมีความเสี่ยงในด้านการกระจุกตัวของสินเชื่อธุรกิจที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ฐานะทางการเงินและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยน่าจะได้รับผลกระทบบ้าง ในกรณีที่สภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวแย่ลง แม้ว่าอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารพาณิชย์ไทยปรับตัวดีขึ้นเป็น 12.4% ของสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มขึ้นจาก 11.3% ณ สิ้นปี 2552 แต่การเติบโตของกำไรที่ชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากผลขาดทุนอาจลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความรุนแรงทางการเมืองให้อยู่ในวงจำกัด ซึ่งจะมีผลครอบคลุมไปจนถึงก่อนและหลังวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ในขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวม ในขณะที่ความไม่แน่นอนในทางการเมืองเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ ในขณะที่มาตรการดังกล่าวอาจจะช่วยจำกัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะให้ภาคธนาคารพาณิชย์ไทยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น







