
กลุ่มท่องเที่ยวไทยยังมีหวัง
การชุมนุมประท้วงครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเมืองหลายจุดในกรุงเทพฯ ทำให้กีดขวางเส้นทางเดินทางสำหรับสนามบินสู่โรงแรม เช่น กลุ่มโรงแรมในเครือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เช่น โฟร์ซีซั่นส์ เซนต์ รีจิส และอนันตรา และโรงแรมในเครือบริษัท เซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) อย่างไรก็ตาม การเดินทางโดยรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิงค์ ยังคงใช้งานได้เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง คิดรวมเป็น 77% ของความหนาแน่นรวมของผู้โดยสารทั้งหมดสำหรับปี 2556
การชุมนุมประท้วงครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเมืองหลายจุดในกรุงเทพฯ ทำให้กีดขวางเส้นทางเดินทางสำหรับสนามบินสู่โรงแรม เช่น กลุ่มโรงแรมในเครือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เช่น โฟร์ซีซั่นส์ เซนต์ รีจิส และอนันตรา และโรงแรมในเครือบริษัท เซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) อย่างไรก็ตาม การเดินทางโดยรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิงค์ ยังคงใช้งานได้เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง คิดรวมเป็น 77% ของความหนาแน่นรวมของผู้โดยสารทั้งหมดสำหรับปี 2556
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ คาดการณ์ความหนาแน่นรวมของผู้โดยสารเติบโต 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กลุ่มท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่ง พิสูจน์จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายรอบที่กดดันแต่ก็ผ่านมาได้อย่างดี
สำหรับปี 2557 คาดว่าการเปลี่ยนแปลงทุก 1% ของความหนาแน่นของผู้โดยสาร ส่งผลกระทบประมาณ 2% ต่อตัวเลขประมาณการกำไรต่อหุ้น
แม้ราคาหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) จะฟื้นตัวแล้วในปัจจุบัน บล.ธนชาต ยังคงมองว่ามูลค่าของ AOT ยังคงน่าสนใจอย่างมาก โดยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 19.2 เท่า ในปี 2557 ที่ 16.5 เท่า ในปี 2558 และ 13.1 เท่า ในปี 2559 เทียบกับค่าเฉลี่ยของคู่แข่งที่ 19 เท่า ในปี 2557 และ 16.8 เท่า ในปี 2558 ทั้งที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีความต้านทานต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ
บล.ธนชาต ยังคงคาดว่ากำไรของ AOT มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 22% ในปี 2557-2559 (สิ้นงวดเดือน ก.ย.) และมีเงินสดจำนวนมากรองรับความท้าทายต่างๆ ที่มีต่อการดำเนินงาน นอกจากการเติบโตของผู้โดยสารที่มีความยืดหยุ่นต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองปัจจุบัน
ปัจจัยบวกในระยะสั้นจะมาจากการเปิดอาคารผู้โดยสารที่ 2 ของสนามบินดอนเมืองในเดือน มิ.ย. 2557 เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มากขึ้นของสายการบินต้นทุนต่ำ และรายได้สัมปทานที่สูงขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” แม้จะมีการยกเลิกทัวร์ศูนย์เหรียญชาวจีนตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 แต่จำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังคงเติบโต 12.1% ในเดือน ต.ค.-พ.ย. 2556 และแม้จะมีการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ในเดือน ธ.ค.
แต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังคงรายงานการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่มายังไทยที่ 9% หากมองกลับไปยังช่วงทศวรรษที่ผ่านมา AOT เผชิญกับการหดตัวลงของจำนวนผู้โดยสารเพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยหดตัวลง 0.6% ในปี 2556 เนื่องจากการระบาดของโรคซาร์สในภูมิภาคเอเชีย และ 14% ในปี 2552 เนื่องจากการเกิดวิกฤตของสหรัฐ และความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุของการปิดสนามบินและความรุนแรงบนท้องถนน
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้โดยสารก็ฟื้นตัวหลังจากนั้นหนึ่งปี ด้วยจำนวนผู้โดยสารเติบโตแข็งแกร่งที่ 18% ในปี 2553 และ 15% ในปี 2554 กำไรเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2557-2559 ที่ 22%
แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังคงคาดว่ากำไรปกติของ AOT จะเติบโตราว 25% ในปี 2557 16% ในปี 2558 และ 27% ในปี 2559 ผลักดันโดย
ประการแรก การเติบโตของผู้โดยสาร 8.18.8% ในปี 2557-2559
ประการที่สอง ค่าธรรมเนียมในการจอด และขึ้นลงอากาศยานที่สูงขึ้นจากการให้ส่วนลดที่สนามบินดอนเมืองที่ลดลง และการขยายฝูงบินในเชิงรุกของสายการบินต้นทุนต่ำ
ประการที่สาม รายได้สัมปทานที่เพิ่มขึ้นจากอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่สูงขึ้น และจำนวนรายได้การันตีขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น
ประการที่สี่ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินในปี 2559
ประการที่ห้า ประโยชน์จากการบริหารหนี้ปัจจุบันจุดคุ้มทุนเงินสดของ AOT อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งทำให้มีเงินสดจำนวนมากรองรับความท้าทายต่างๆ ที่มีต่อการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เป็นเงินสด ได้แก่ ค่าใช้จ่ายการขายและการบริหาร และดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 1,970 ล้านบาท ในปี 2557 แต่ AOT มีรายได้การรันตีขั้นต่ำจากสัญญาสัมปทาน และรายได้ดอกเบี้ย 6,800 ล้านบาท
ดังนั้น ต้นทุนเงินสดสุทธิที่ 1,300 ล้านบาท ในปี 2557 น่าจะถูกครอบคลุมโดย 47% ของรายได้ปี 2556 ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารของ AOT ต้องลดลงราว 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในปี 2557 ถึงจะเป็นสาเหตุให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลงมาอยู่ที่ระดับคุ้มทุน
“กมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) กล่าวว่า การเดินทางเคลื่อนที่ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมที่อยู่ย่านกลางเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จองห้องพักแล้วยกเลิก ทำให้ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้กระทบแน่นอน
ทั้งนี้ เชื่อว่าหลายโรงแรมก็ได้รับเช่นเดียวกัน และถ้าเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อ ไตรมาส 2 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมจะกลับมาดีและพลิกกลับอย่างเร็ว เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต่างชาติสนใจเข้ามาท่องเที่ยว
กรรมการผู้จัดการ ERW กล่าวด้วยว่า ตามแผนปีนี้ตั้งเป้าขึ้นอัตราค่าห้องพัก 510% ของราคา แต่ขณะนี้ได้ชะลอการปรับราคาออกไปก่อน และจะทบทวนอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์เข้าสู่ปกติ หรือครึ่งปีหลังไป
“ต้นปีนี้ธุรกิจโรงแรมเริ่มต้นชะลอ คิดว่าผลประกอบการไตรมาสแรกไม่น่าจะโต แต่ก็เป็นลักษณะของกำไรลดลงเท่านั้น ไม่ถึงกับติดลบ เพราะว่าการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ไม่รุนแรง ไม่มีการปิดสนามบิน ต่างชาติยังเดินทางไปท่องเที่ยวในส่วนอื่นๆ ได้ และผู้ชุมนุมไม่ได้มาประจำแยกราชประสงค์ ซึ่งแตกต่างจากปี 2553 คิดว่าปีนี้รายได้จากธุรกิจโรงแรมชะลอ”
แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวหรือยกเลิกการจองห้องพัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่น่าจะโต 57% เป็น 28 ล้านคน
กมลวรรณ กล่าวว่า รายได้ธุรกิจโรงแรมของ ERW ในส่วนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรายได้หลัก 6065% ของรายได้รวม ลดลงจากผลกระทบการชุมนุมของ กปปส. แต่ขณะเดียวกัน ERW ยังมีโรงแรมในต่างจังหวัด 8 แห่ง มีสัดส่วนรายได้ 3540% เข้ามา
ต้นเดือน ม.ค. ยังเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ช่วยเสริมรายได้จากโรงแรมส่วนกลางที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ERW ยังเปิดดำเนินการโรงแรมเอราวัณตามปกติ โดยเฝ้าประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน ระยะยาว ได้เตรียมพร้อมและปรับแผนดำเนินธุรกิจตลอดเวลา
นักวิเคราะห์ บล.ไอร่า คาด ERW ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2556 มีกำไรสุทธิ 98 ล้านบาท เติบโต 73% จากช่วงเดียวกันของปี 2555 ทั้งนี้ คาดว่ากำไรในไตรมาส 4 ปี 2556 ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมืองมากนัก โดยอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 77.7% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2555
ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักปรับเพิ่มขึ้น 2.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การที่ค่าห้องพักเฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น 2.5% จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ดี และโรงแรมหลักอย่าง แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ปรับปรุงห้องพักเสร็จเรียบร้อยและเปิดให้บริการเต็มพื้นที่ พร้อมกับค่าห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุง เผชิญความผันผวนจากปัจจัยทางการเมืองระยะสั้น
ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในกรุงเทพฯ นั้น นับเป็นปัจจัยคุกคามหลักของ ERW เนื่องจากฐานรายได้ปัจจุบันกว่า 80% มาจากโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ ขณะที่ผลกระทบเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงเดือน ธ.ค. นักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตเพียง 2.2% (จากปกติมากกว่า 10%) ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปี 2557 อย่างไรก็ตาม คาดว่าหากปัญหาต่างๆ คลี่คลายได้ก็จะใช้เวลาไม่นานในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ให้กลับมาได้และจะฟื้นตัวได้เร็ว
ภายในปี 2557 ERW ยังคงแผนกการเปิดโรงแรมทั้งหมดภายใต้งบลงทุน 2,500 ล้านบาท จะมีโรงแรมทั้งหมด 29 แห่ง พร้อมห้องพักกว่า 5,291 ห้อง จากการเปิดโรงแรมใหม่ทั้งหมด 13 แห่ง ประกอบด้วย ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา เมอร์เคียว พัทยา ไอบีส กระบี่ และโรงแรมฮอบ อินน์ ในปี 2557 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 29.9 ล้านคน เติบโต 12.1%
บล.ไอร่า ยังคงคำแนะนำซื้อ ERW แม้ปรับสมมติฐานอัตราเข้าพักเฉลี่ยปี 2557 ลดลงเหลือ 75% (จากเดิม 81%) เพื่อสะท้อนปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทำให้กำไรสุทธิลดลง 19% จาก 284 ล้านบาท เหลือ 230 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ERW ยังมีแผนที่จะขายโรงแรมเข้ากองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) อย่างน้อยปีละ 1 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีกำไรพิเศษเพิ่มเติมอย่างน้อย 300400 ล้านบาท โดยมีแผนจะออกในรูปแบบของเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังมีมุมมองเชิงบวกระยะยาวกับธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (ฮอบ อินน์) ซึ่งจะเปิดในกลางปีนี้ ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเหมาะสมในปี 2557 อยู่ที่ 5.70 บาม อิงมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี 15 เท่า และมีโอกาสราคาปรับตัวขึ้นมาก
ด้าน MINT รายได้จากโรงแรมภายในกรุงเทพฯ คิดเป็นน้อยกว่า 7% ของรายได้รวมทั้งหมดและกำไรสุทธิ รายได้จากธุรกิจโรงแรม ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศคิดเป็น 26% ของรายได้รวมทั้งหมด ดังนั้น บล.ทิสโก้ เชื่อว่าการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯ จะส่งผลกระทบทางลบต่อกำไรสุทธิไม่เกิน 10%
CENTEL รายได้จากโรงแรมในกรุงเทพฯ คิดเป็น 19% ของรายได้รวม และ 13% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา แต่คิดเป็นส่วนน้อยมากสำหรับกำไรสุทธิ เนื่องจากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ยังขาดทุนอยู่ โดยปกติงวดวันที่ 114 ม.ค. จะมีอัตราการเข้าพักนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 50% แต่หลังจากมีการชุมนุมประท้วง ทำให้อัตราการเข้าพักลดลงเป็น 2030% ยอดจองล่วงหน้าสำหรับโรงแรมในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 60% (จากปกติ 7075%) และ 8090% สำหรับโรงแรมนอกเขตกรุงเทพฯ







