posttoday
กลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลัง ม.ค.

กลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลัง ม.ค.

16 มกราคม 2557

โบรกเกอร์เริ่มมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อดัชนีหุ้นไทยหลังมีสัญญาณเงินไหลกลับ แม้ว่าจะระยะสั้นก็ตาม ทั้งนี้ได้แนะนำหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นและหุ้นปันผลสูง

โบรกเกอร์เริ่มมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อดัชนีหุ้นไทยหลังมีสัญญาณเงินไหลกลับ แม้ว่าจะระยะสั้นก็ตาม ทั้งนี้ได้แนะนำหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นและหุ้นปันผลสูง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น หลังมีสัญญาณทุนต่างชาติไหลกลับ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังสูง ทำให้หุ้นไทยมีความผันผวนไปตามกระแสข่าว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในระยะต่อไปของม็อบต่างๆ ที่จะต้องสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นแก่รัฐบาล และติดตามการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทั้งนี้ มองภาพรวมการเมืองไทยจะยื้อลักษณะนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง

หุ้นน่าลงทุนในช่วงครึ่งหลังเดือน ม.ค. คือ หุ้นที่น่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง จากการคาดการณ์การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 22 ม.ค.นี้ จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 2.00% หุ้นแนะนำ ได้แก่

ประการแรก หุ้นอสังหาริมทรัพย์ (ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลง ชอบบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท ศุภาลัย (SPALI)

ประการที่สอง หุ้นลีสซิ่ง (จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนจากสินเชื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง) ชอบ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK)

ประการที่สาม หุ้นปันผล (จากภาวะดอกเบี้ยต่ำ ทำให้หุ้นจ่ายเงินปันผลสูงได้รับความสนใจมากขึ้น) ชอบ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชัน (TICON) บริษัท ไพลอน (PYLON) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) บริษัท อสมท (MCOT) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) บริษัท แปซิฟิกไพพ์ (PAP) โดยหุ้นทั้งหมดดังกล่าวล้วนมีการจ่ายเงินปันผล ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสอดคล้องกับช่วงฤดูกาลทยอยประกาศงบและจ่ายเงินปันผลประจำปีในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ด้วย

ตลาดหุ้นไทยครึ่งเดือน ม.ค.แรก แกว่งขึ้นลงมากกว่า 90 จุด ผันผวนสูงตามกระแสข่าวการเมือง

แรงขายกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ครบกำหนด 5 ปี และปัญหาการเมืองในประเทศ การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.จะเกิดขึ้นหรือไม่ หลัง 29 เขตไม่มีผู้สมัคร และ 22 เขตมีผู้สมัครเพียงคนเดียว รัฐบาลเล็งใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รับมือ กปปส.ปิด กทม. วันที่ 13 ม.ค.นี้เป็นต้นไป ส่งผลให้ดัชนีทิ้งดิ่งกว่า 90 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 1,205 จุด เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นตามแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ในหลายๆ กลุ่ม หลังการประเมินมูลค่าหุ้นไทยเริ่มกลับมาน่าสนใจ โดยคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (พีอี) เพียง 10.8-10.9 เท่า เทียบค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 11.3 เท่า และผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงขึ้นเป็นเกือบ 4% สูงสุดในภูมิภาคนี้ ประกอบกับการปิด กทม.7 จุดหลักของ กปปส.ไม่มีเหตุวุ่นวาย เนื่องจากทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ โดยไม่ใช้ความรุนแรง

นับตั้งแต่ต้นปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นภูมิภาคนี้ จากข้อมูลถึงวันที่ 15 ม.ค.มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาใน 5 ตลาดหุ้นภูมิภาคนี้รวม 434 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไหลเข้ามาที่ตลาดหุ้นไต้หวันมากสุด 431 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยอินโดนีเซีย 241 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทย 64 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีและฟิลิปปินส์ยังไหลออก 270 ล้านเหรียญสหรัฐและ 32 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ต่างชาติยังซื้อๆ ขายๆ สลับกัน แต่เบ็ดเสร็จยังเป็นทิศทางของการสะสม หลังจากที่ขายสุทธิสูงถึง 1.93 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ในตลาดล่วงหน้า TFEX ต่างชาติยัง Long SET50 Index Futures ต่อเนื่อง เป็นวันที่ 10 ติดต่อกัน รวม 7,266 สัญญา vs ที่ Short 5,452 สัญญาในเดือน ธ.ค. อนึ่ง จะเกิดสัญญาณเชิงลบต่อแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าทันที หากต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิเกิน 2,200 ล้านบาท นับจากวันที่ 16 ม.ค.เป็นต้นไป ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยใหม่ที่เข้ามามีผลกระทบทั้งในและต่างประเทศ

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต แนะนำหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงยังน่าสนใจ “ซื้อ” จากดัชนีหุ้นปัจจุบันและการคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2% สัปดาห์หน้า ทำให้ดัชนียังมีโอกาสปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,295 จุด อีกครั้ง

ดังนั้น จึงคงหุ้น 10 ตัวเดิมสำหรับการลงทุนระยะ 13 เดือน ยังแนะนำกลุ่มหุ้นที่ 1) ได้รับผลกระทบทางการเมืองจำกัด

2) ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง

3) ได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนระยะ 13 เดือนต่อไป ได้แก่ บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคขั่น (DTAC) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ชินคอร์ปอเรชัน (INTUCH) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน