
ทิสโก้ชี้กรีซกดหุ้น3เดือน
2วันฝรั่งทิ้งเกินหมื่นล้าน/จับตาแผนแก้หากอัดเงินเข้าระบบเชื่อไตรมาส4ฟื้น
โพสต์ทูเดย์
— ทิสโก้คาดยุโรปกดตลาดหุ้นไม่ดีไปอีก 23 เดือน ชี้หากแก้ปัญหาแบบซับไพรม์ปั๊มเงินเข้าระบบเชื่อไตรมาส 4 หุ้นฟื้น ต่างชาติทั้งสองวันทะลุหมื่นล้านดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงดิ่งตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังนักลงทุนกังวลปัญหาเศรษฐกิจของยุโรป ส่งผลให้ดัชนีลงมาปิด 768.55 จุด ลดลง 16.70 จุด หรือ 2.13% มูลค่าการซื้อขาย 31,023 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอีก 5,179 ล้านบาท รวม 2 วันขายสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยในงานสัมมนา
“ผ่าเศรษฐกิจไทย เจาะลึกการลงทุน” ว่า วิกฤตในกรีซสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างมากเป็นเหตุให้เกิดการขายหุ้นทั่วโลก เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนกับวิกฤตซับไพรม์ที่ทำให้เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายแต่ปัญหารอบนี้จะหนักกว่า เพราะเป็นปัญหาระดับรัฐบาลที่จะเข้าขั้นล้มละลายอย่างไรก็ตาม หากกรีซใช้วิธีแก้ปัญหาแบบสหรัฐด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบก็จะทำให้ตลาดหุ้นในช่วง 23 เดือนนี้ไม่ดี แต่ในช่วงปลายปีหรือประมาณไตรมาส 4 หุ้นจะฟื้นตัวได้จากสภาพคล่องที่ถูกอัดเข้าระบบ และสุดท้ายเงินเหล่านี้ก็จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในที่สุด
“
หากธนาคารกลางยุโรปเลือกใช้วิธีพิมพ์ธนบัตรเป็นแนวทางแก้ปัญหาจะทำให้ภาวะตลาดหุ้นเหมือนกับช่วงปี 2551 คือใช้เวลา 6 เดือนก็ฟื้นตัวได้หลังจากเม็ดเงินที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบ ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นและไม่มีทางไปจึงมาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียนายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บลจ. ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า วิกฤตหนี้ของประเทศกรีซที่ลุกลามไปยังประเทศโปรตุเกส และกังวลว่าอาจลามไปสู่ประเทศสเปนนั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงและคงจะทำให้หุ้นอาจนิ่งหรือลดลงได้ต่อ แต่ในแง่ของเศรษฐกิจประเทศสเปนนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากรีซ และตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ได้แย่เหมือนกรีซเหมือนกับที่หลายคนเป็นห่วง
“
หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อัดฉีดเงินเพื่อช่วยเหลือปัญหาให้กรีซ เชื่อว่าน่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ แต่อยู่ที่นโยบายการจัดการด้วย ซึ่งก็ยังประมาทไม่ได้เพราะผลกระทบทางสังคมของประเทศกรีซที่เกิดขึ้นหลังทางการให้เงื่อนไขที่เข้มงวดแก่ประเทศกรีซ ทำให้เกิดเหตุจลาจลในประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวล”อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหารอบนี้ไม่แรงเท่าซับไพรม์แต่ก็ทำให้เงินไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมั่นคง คือพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผลตอบแทนลดลงมาก แต่เมื่อความกังวลลดลงเงินก็จะอาจไหลออกจากสหรัฐเพื่อหาเข้ามาในเอเชีย เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงรวมถึงไทย ซึ่งอาจทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นแตะ 800850 จุดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นไทยกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าเงินยังพักอยู่ในประเทศไทย เพราะค่าเงินบาทยังไม่ได้อ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญและไม่คิดว่าปัญหากรีซจะรุนแรงถึงขั้นต้องดึงเงินทุนกลับ
สำหรับการเมืองในประเทศไทยแม้จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่หากยังไม่สามารถหาทางออกและจบลงได้ ก็จะทำให้ต่างชาติกังวลและยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน







