
ปั้มซีพจรทีโอที-กสทฯกู้วิกฤตสัมปทานหมดอายุ
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมทั้ง 2 แห่งของรัฐ คือ บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม จะต้องเผชิญกับวิกฤตรายได้ครั้งสำคัญ หลังจากที่มาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) กำหนดให้ทั้งทีโอทีและ กสทฯ ต้องนำส่งรายได้จากสัมปทานให้กับ กสทช. เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
สาเหตุที่วิกฤต เพราะที่ผ่านมารายได้สัมปทานถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงทีโอทีและ กสทฯ มาตลอด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของรายได้รวม ทำให้ทั้งทีโอทีและ กสทฯ ชินกับการเป็นผู้ตั้งรับมากกว่าจะดำเนินการเชิงรุก โดยทีโอทีมีรายได้สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และโทรศัพท์พื้นฐานจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และทีทีแอนด์ที
ขณะที่ กสทฯ มีรายได้สัมปทานจากค่ายมือถือ 3 ราย คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ทรูมูฟ และดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) โดย 2 รายหลังสิ้นสุดสัญญาไปแล้วเมื่อ 15 ก.ย. 2556 ส่วนดีแทคจะสิ้นสุดในปี 2561
อย่างไรก็ตาม สำนักวิเคราะห์โครงการลงทุนภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วิเคราะห์ความเสี่ยงของทั้งทีโอทีและ กสทฯ ในปี 2557 ไว้ว่า การทยอยสิ้นสุดสัญญาร่วมการงานกับภาคเอกชนและการนำส่งรายได้ให้ กสทช. ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของทั้ง 2 องค์กร จะทำให้ผลประกอบการปี 2557 ขาดทุนรวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงกรณีพิพาทต่างๆ ที่ยังอยู่ระหว่างคดีความ และอาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นภายหลัง รวมถึงความเสี่ยงจากการโอนลูกค้าไปยังระบบ 3จี ของเอกชน โดยเฉพาะทีโอทีจะมีความเสี่ยงมากกว่าจากภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จากความจำเป็นต้องกู้ระยะยาวเพื่อลงทุนในโครงการต่างๆ โดยอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ทีโอทีลดลงจาก 31.6 เท่า ระหว่างปี 2551-2555 เหลือเพียง 7.9 เท่าในปี 2557
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ประธานกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที กล่าวว่า ปี 2557 ทีโอทีจะลงทุนใหม่ใน 3 โครงการ คือ โครงการปรับเปลี่ยนโครงข่ายยุคหน้า (เอ็นจีเอ็น) 1,702 ล้านบาท โครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) 4,314.50 ล้านบาท และโครงการเชื่อมโยงวงจรอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ 2,019.5 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงโครงการ 3จี เฟส 2 อีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนโครงข่าย 4จี
ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ของทีโอทีจะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับทีโอทีในการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและการให้เช่าสถานีฐาน (ทาวเวอร์โค) ตามแผนยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งจะเป็นการปูทางสู่การสร้างรายได้ที่สำคัญในอนาคต รวมไปถึงยังช่วยกระจายบริการโทรคมนาคมให้เข้าถึงทั่วประเทศด้วย
สำหรับการให้บริการ 3จี เฟสแรก จำนวน 5,320 สถานี จะเริ่มให้บริการทั้งหมดได้ในเดือน ม.ค. ทีโอทีมีแผนที่จะให้เอกชนมาช่วยในเรื่องของการทำตลาด เพราะบอร์ดเห็นว่าทีโอทีไม่มีศักยภาพพอที่จะทำการตลาดเองได้ ในภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เน้นการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ด้านผลการวิเคราะห์แนวโน้มการดำเนินงานในช่วงปี 2558-2560 คาดว่าจะมีรายได้รวม 2.29 แสนล้านบาท และมีกำไรประมาณ 288.53 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 96.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประมาณการตามแผนธุรกิจและยุทธศาสตร์เพื่อพลิกฟื้นองค์กร
กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า กสทฯ ได้เตรียมพร้อมแผนพลิกฟื้นองค์กร (Rolling Plan) ระยะเวลาปี 2557-2561 ซึ่งเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์บนพื้นฐานที่ไม่มีรายได้จากสัมปทานเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยรายได้จากธุรกิจหลักของ กสทฯ ต่อจากนี้คือ ธุรกิจไร้สายที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท จากปี 2556 ที่มีรายได้ 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2558 จะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 7,000 ล้านบาท
"ขณะนี้ กสทฯ ปรับตัวพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และไม่มีโครงการใหญ่ใดๆ ที่ต้องรอการอนุมัติจากครม. จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนรัฐบาลหรือภาวะการเมืองที่ไม่นิ่ง"กิตติศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ กสทฯ ไม่ขาดทุน ทั้งที่ในตอนแรกคาดว่าจะยังคงขาดทุน 1,800 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจเอง 3.8 หมื่นล้านบาท จากรายได้รวมทั้งปี 5.6 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่า กสทฯ สามารถพึ่งพาตัวเองได้จากการมุ่งหารายได้ของตัวเองในวันที่ไร้เงาสัมปทานได้อย่างแน่นอน







