
จะเชื่อใคร
เมื่อวานนี้ธนาคารโลกปรับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มาอยู่ที่ +3.2% จากเดิมในปีที่แล้ว ซึ่งโลกมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2.4%
เมื่อวานนี้ธนาคารโลกปรับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มาอยู่ที่ +3.2% จากเดิมในปีที่แล้ว ซึ่งโลกมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2.4%
เหตุผลหลักๆ ที่ธนาคารโลกบอกเอาไว้ก็คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ได้แรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็จะมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อไป
เพียงแต่ทว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเจอกับปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ก็เป็นผลมาจากการลดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณในสหรัฐหรือคิวอี ที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุดลงบ้าง เพราะปริมาณทุนทั่วโลกจะถูกดึงกลับไปที่สหรัฐ
ถือว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีทีเดียวสำหรับธนาคารโลกครั้งนี้ แต่ก็ยังน่าสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน
ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ธนาคารโลกบอกว่าจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาฟื้นไปด้วย เพราะการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้น่าจะฟื้นตัวตาม
แต่ในความเป็นจริงนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองกันว่า การฟื้นตัวในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐนั้นไม่น่าจะส่งผลบวกต่อการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนามากนัก
นั่นเป็นเพราะว่าการฟื้นตัวในสหรัฐนั้นหลักๆ เป็นผลมาจากภาคการผลิตภายในสหรัฐที่ฟื้นตัวขึ้นมาเองอันมีสาเหตุมาจากที่ในระยะไม่กี่ปีมานี้บรรดาเอกชนสหรัฐเริ่มย้ายฐานการผลิตกลับสู่ประเทศตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการย้ายออกจากจีน
นอกจากนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัว ขณะที่แรงซื้อของผู้บริโภคนั้นยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก เห็นได้จากช่วงปลายปีที่ผ่านมานี้ตัวเลขการใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาวปลายปีไม่สู้ดีนักเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ หน้า
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะคาดเดาได้ว่าในปีนี้ประเทศผู้ส่งออกทั้งหลายจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของสหรัฐหรือไม่ครับ
อีกทั้งแน่นอนว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจากการที่เฟดลดปริมาณคิวอี ที่น่าจะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาอย่างรุนแรงไม่น้อยดังที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยเตือนไว้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วอีกด้วย
แนวโน้มในปีนี้น่าจะกลายเป็นเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้แข็งแกร่งจากภายในเอง โดยที่โลกอาจจะไม่ได้อานิสงส์อะไรเลยด้วยซ้ำ







