
SMEจีนอ่วมสินเชื่อตึงตัว
เหตุธุรกิจสินเชื่อทางเลือกพีทูพีเริ่มป่วนซ้ำเติมปัญหาเข้าถึงแหล่งทุนยาก
เหตุธุรกิจสินเชื่อทางเลือกพีทูพีเริ่มป่วนซ้ำเติมปัญหาเข้าถึงแหล่งทุนยาก
เอสเอ็มอีมังกรกระอัก สินเชื่อส่อตึงตัวหนัก หลังธุรกิจปล่อยสินเชื่อทางเลือกพีทูพีเจอปัญหาเพียบ
ไฟแนนเชียล ไทมส์ เปิดเผยรายงานความเคลื่อนไหวของปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในจีน ว่า มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีก หลังช่องทางการปล่อยสินเชื่อโดยตรงระหว่างผู้ขอและผู้ปล่อยกู้ หรือพีทูพี (PeertoPeer) บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกสำคัญของเอสเอ็มอีจีน กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต อันมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาสินเชื่อตึงตัวที่ยังไม่คลี่คลาย
รายงานอ้างข้อมูลจากเว็บไซต์ออนไลน์ เลนดิ้ง เฮาส์ ซึ่งตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ผู้ให้บริการปล่อยสินเชื่อแบบพีทูพีที่ไม่ต้องมีสถาบันการเงินเป็นคนกลางในจีน พบว่า อย่างน้อย 58 แห่งจากทั้งหมดเกือบ 1,000 แห่ง ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในไตรมาสสุดท้ายในปี 2013 ขณะที่อีกหลายสิบแห่งทยอยปิดให้บริการลง
“ธุรกิจผู้ให้บริการสินเชื่อแบบ พีทูพีต้องเผชิญปัญหาหลายประการ เช่น การแข่งขันของธุรกิจการปล่อยสินเชื่อแบบฅพีทูพีทวีที่รุนแรงขึ้น ภาวะสินเชื่อตึงตัวที่ยังน่าห่วง และนักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการชะลอลงทุนไว้” ซู ฮงเหว่ย กรรมการผู้จัดการเว็บไซต์ออนไลน์ เลนดิ้ง เฮาส์ ระบุ
ซู คาดการณ์อีกว่า 8090% ของบริษัทผู้ให้บริการสินเชื่อแบบพีทูพีอาจต้องปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบธุรกิจรายย่อยแดนมังกรโดยตรง เนื่องจากการให้บริการสินเชื่อแบบพีทูพีนับเป็นแหล่งเงินทุนชั้นเยี่ยมให้กับผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารโดยตรง
กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนกลับมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการปล่อยสินเชื่อทางเลือกนี้ จะช่วยกำจัดบริษัทปล่อยสินเชื่อพีทูพีที่อ่อนแอออกจากตลาด ซึ่งจะส่งเสริมให้ตลาดสินเชื่อทางเลือกของจีนแข็งแกร่งขึ้น จากเดิมที่บริษัทจำนวนมากไม่มีแผนบริหารที่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอ จนก่อให้เกิดปัญหาการปล่อยสินเชื่อแบบผิดกฎหมายตามมา ซึ่งรวมถึงการนำเงินลงทุนของลูกค้าไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ
ทั้งนี้ ตลาดการปล่อยสินเชื่อแบบพีทูพีผ่านเว็บไซต์ของจีน ขยายตัวมากกว่า 30 เท่า จากปี 2009 ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 990 ล้านบาท) ทะยานแตะ 940 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) ในปี 2012 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดอาจแตะระดับ 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.57 แสนล้านบาท) ภายในปี 2015 ทีเดียว







