
กสิกรไทยโหมแคมเปญบัตรเครดิตสู้การเมือง
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
กสิกรไทย เล็งโหมแคมเปญบัตรเครดิตชุดใหญ่ตั้งแต่ต้นปี กระตุ้นลูกค้าใช้จ่ายสวนกระแสการเมืองทำผู้บริโภคเครียดลดการใช้จ่าย
ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลจากภาวะทางการเมืองที่ไม่ปกติ กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้สายงานธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยต้องปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยจะเริ่มออกแคมเปญใหญ่ตั้งแต่เดือน ม.ค.ทันทีและจะออกแคมเปญต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรก จากที่ปกติธนาคารมักจะเริ่มทำแคมเปญใหญ่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี
สาเหตุที่ธนาคารต้องเริ่มโหมแคมเปญเร็วขึ้นจากปกติ เป็นเพราะธนาคารได้วางเป้าหมายในการ เติบโตยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปีนี้เอาไว้สูงถึง 30% หรือเพิ่มขึ้นจาก 2.45 แสนล้านบาท ในช่วงสิ้นปี ที่ผ่านมา เป็น 3.19 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ขณะเดียวกัน ธนาคารยังได้ตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าผู้ถือบัตรในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 3.1 ล้านบัตร เป็น 3.6 ล้านบัตร หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 5 แสนบัตร
“ต้องยอมรับว่าการเมืองถือเป็นปัจจัยหลักที่กระทบการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งเราเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ยังดีที่เดือน ธ.ค.มียอดใช้จ่ายเพื่อซื้อกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟเข้ามาช่วยถึง 7,000 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งปีเราก็ยังต่ำกว่าเป้าไปราว 1.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ปีนี้เราต้องเริ่มดันแคมเปญออกมาเร็วหากต้องการทำให้ได้ตามเป้า” ชาติชาย กล่าว
ชาติชาย ประเมินว่า ปัญหาการเมืองในประเทศ รวมไปถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนอาจทำให้ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในปีนี้เติบโตลดลงจาก 14.5% ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 13-14% และอาจลดลงมากกว่านี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินเดือน ก.พ.ออกไป นอกจากนี้ ยังอาจมีผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวสูงขึ้นราว 0.10-0.20% ซึ่งไม่ถือว่าน่ากังวล เพราะปัจจุบันหนี้เสียของธนาคารอยู่ที่ 1.43% ต่ำกว่าตลาดที่อยู่ระดับ 2.48%
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังคงมองว่าสายงานบัตรเครดิตของธนาคารในปีนี้จะยังสามารถสร้างรายได้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ดอกเบี้ย 5,000-6,000 ล้านบาท และรายได้จากค่าธรรมเนียม 4,500 ล้านบาท เนื่องจากตลาดต่างจังหวัดยังมีศักยภาพในการเติบโต ขณะเดียวกัน การที่ พ.ร.บ.บัตรเครดิตที่ระบุให้ผู้ให้บริการใช้วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรูปแบบใหม่ ซึ่งเดิมจะเริ่มขึ้นในปีนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้จากการยุบสภา ทำให้รายได้ที่ธนาคารเคยคาดว่าอาจลดลงไปราว 800-1,000 ล้านบาทในปีนี้ จะยังไม่หายไป
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศข้อมูลการให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อ ส่วนบุคคลล่าสุดเดือน พ.ย. 2556 มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 1.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 7,060 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.89% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 5,570 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.59% แบ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ 4,330 ล้านบาท และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) 1,240 ล้านบาท
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเดือน พ.ย. 2556 พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายในประเทศมีทั้งสิ้น 1.05 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 6,940 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.10% แบ่งเป็นการใช้จ่ายจากธนาคารพาณิชย์ 5,080 ล้านบาท และนันแบงก์ 1,860 ล้านบาท ถือเป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นสำคัญ
ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายในประเทศมีทั้งสิ้น 7,370 ล้านบาท ลดลง 1,780 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงถึง 19.42% ซึ่งเป็นการลดลงของธนาคารพาณิชย์ 1,210 ล้านบาท และนันแบงก์ 569 ล้านบาท ส่วนการ เบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าน้อยมาก 413 ล้านบาท ซึ่งมีการใช้บัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์เบิกเงินสดเพิ่มขึ้น 464 ล้านบาท แต่นันแบงก์กลับมียอดเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลง 52 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด พบว่า มียอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต 2.68 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 2.91 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.15% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9,270 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.58% สินเชื่อที่เกิดจากธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ 5,670 ล้านบาท และ 3,600 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนจำนวนบัตรเครดิตในระบบมีทั้งสิ้น 18.38 ล้านใบ







