posttoday
แอสเซทพลัสตั้งเป้าโต25%

แอสเซทพลัสตั้งเป้าโต25%

10 มกราคม 2557

ลุยออกกองทุนตอบโจทย์นักลงทุนการเมืองกดหุ้นมอง1,150จุดรับอยู่

ลุยออกกองทุนตอบโจทย์นักลงทุนการเมืองกดหุ้นมอง1,150จุดรับอยู่

บลจ.แอสเซท พลัส เปิดแผนปีนี้ขยายสินทรัพย์โต 25% ตั้งเป้าเป็น บลจ.ตอบโจทย์ลงทุนครบวงจร

นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัทเข้าสู่ปีที่ 10 ในปีนี้ จึงตั้งเป้าเป็น “Onestop wealth management solution” ตอบโจทย์การลงทุนลูกค้าครบวงจรครอบคลุมทุกสินทรัพย์ในอุตสาหกรรมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น Wealth Planner ให้ลูกค้าทุกระดับ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการบริการให้แก่ลูกค้า บริษัทได้

“ด้วยขนาดบริษัทฯ ไม่ใหญ่มาก ทำให้ระบบงานมีความคล่องตัว และดูแลลูกค้าได้ทั่วถึง เพราะสามารถปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับทุกภาวะการลงทุน จากทีมผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการคัดเลือกหุ้นรายตัว เห็นได้จากผลงานกลุ่มกองทุน STARS ที่ประสบความสำเร็จมาก โดยในปีนี้เราจึงตั้งเป้าเป็น Onestop wealth management solution ให้กับลูกค้าทุกระดับ ด้วยแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุมทุกตลาด ดังนั้น หากท่านกำลังหาทางเลือกการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน” นายรัชต์ กล่าว

ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านตัวแทนขายเป็น 40% จาก 30% โดยเพิ่มตัวแทนขายจาก 28 ราย เป็น 34 ราย ส่วนยอดขายที่เหลือ 60% มาจากทีมการตลาดของบริษัท รวมทั้งจะพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตเทรดดิ้ง เพื่อขยายช่องทางการขาย คาดว่าจะเสร็จไตรมาส 3 นี้ ส่วนการขยายกลุ่มลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล จะเน้นกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดารายใหญ่

สำหรับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(เอยูเอ็ม) ตั้งเป้าปีนี้เพิ่มเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 25% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนออกกองทุนใหม่ไม่ต่ำกว่า 10 กองทุน ซึ่งไตรมาสแรกจะออก 4 กอง เริ่มจากกลางเดือน ม.ค.นี้ ออกกองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในหุ้นยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่วนที่เหลือออกกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ลงทุนต่างประเทศ และกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ลงทุนหุ้นไทย

นอกจากนี้ ไตรมาส 2 จะออกกองทุนต่างประเทศลงทุนในหุ้น ไตรมาส 3 ออก 2 กอง ได้แก่ กองทุนทริกเกอร์ลงทุนต่างประเทศ และทริกเกอร์หุ้นไทย ส่วนไตรมาส 4 ออก 3 กอง ได้แก่ กองทุนต่างประเทศลงทุนหุ้น และทริกเกอร์ต่างประเทศ และทริกเกอร์ไทย

สำหรับกองทุนส่วนบุคคลจะเพิ่มทางเลือกในการลงทุนใน Private Equity ซึ่งเป็นหุ้นนอกตลาด โดยมองกลุ่มพลังงานทางเลือกและโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ

นายรัชต์ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นยังถูกกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศ โดยในช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยปรับลง 15% ขณะที่หุ้นเอเชียลดลง 5% เท่านั้น เป็นผลจากการลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ และการเมืองในประเทศ ทำให้เงินไหลกลับตลาดพัฒนาแล้วจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ทำให้คาดว่าปีนี้เงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงอีกเล็กน้อย แต่ไม่น่าอ่อนไปกว่า 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

“แม้เริ่มเห็นต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาทในสัปดาห์นี้ แต่มองว่าเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าสัญญาณการไหลกลับเข้ามาของต่างชาติ โดยคาดว่านักลงทุนจะกลับมาลงทุนหลังจากการเมืองได้ข้อสรุป ส่วนจะขายออกก็ไม่น่ามากแล้ว เพราะที่ผ่านมาขายออกไปมาก หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จาก 100 เหลือหุ้นเพียง 15% เท่านั้น”นายรัชต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้นในรอบนี้ ส่งผลให้สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ที่ประมาณ 11.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต และต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) โดยเชื่อว่าหลังจากปัจจัยการเมืองคลี่คลาย หุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีในครึ่งปีหลัง และได้ผลดีจากเศรษฐกิจโลกฟื้น จึงคาดว่าหุ้นน่าจะกลับมาซื้อขายสู่สภาวะปกติที่ประมาณ 1214 เท่า และคาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรเติบโต 10% ในปีนี้ จากปีที่ผ่านมาคาดว่าเติบโต 15% ซึ่งส่งผลให้ดัชนีปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1,500 จุด

“หากตัดเรื่องการเมืองออกไป ประเทศไทยปัจจัยพื้นฐานไม่ด้อยไปกว่าใคร ถ้าหากมองเพียงระยะสั้นคงไม่แฟร์กับบ้านเรา เพราะในอีก 2 ปี เราจะได้รับประโยชน์จากการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) รวมถึงโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ที่เวลาว่าจะมีการลงทุนได้เมื่อไร เพราะเชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามา คงจะหนีไม่พ้นที่ต้องลงทุนในส่วนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเร็วที่สุด” นายรัชต์ กล่าว

นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า นักลงทุนรับข่าวปัญหาทางการเมืองไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ดัชนีสามารถดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ 1,250 จุด และหากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อออกไป มองว่าแนวรับ 1,1501,200 จุดน่าจะเอาอยู่ และไม่น่าลงลึกไปกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัญหาทางการเมืองสามารถคลี่คลายลง แต่ดัชนีก็ไม่น่าจะผ่าน 1,500 จุดได้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศยังคงออกมาไม่ดีมากนัก ทั้งภาคการส่งออก หรืออัตราการขยายตัวของจีดีพี โดยกลยุทธ์ในการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก ยังมองว่าหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยกว่าหุ้นต่างประเทศ แต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังหุ้นไทยจะกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น หากปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มตัว

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยคาดว่าคงยังไม่มีการปรับลดในการประชุมครั้งหน้า แต่มีโอกาสลดลงได้ในรอบต่อๆ ไปประมาณ 0.25%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน