posttoday
เมเจอร์ย้ำผู้นำโรงหนังลุยเปิดเกมขยายอาณาจักรปีม้า

เมเจอร์ย้ำผู้นำโรงหนังลุยเปิดเกมขยายอาณาจักรปีม้า

07 มกราคม 2557

หลังจากครองเจ้าตลาดโรงภาพยนตร์มาหลายปี ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ยังคงตอกย้ำการเป็นผู้นำโรงหนัง ด้วยการกวาดรายได้สิ้นปี 2556 ให้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15-20% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะมีรายได้เติบโตอยู่ที่ประมาณ 1015%

หลังจากครองเจ้าตลาดโรงภาพยนตร์มาหลายปี ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ยังคงตอกย้ำการเป็นผู้นำโรงหนัง ด้วยการกวาดรายได้สิ้นปี 2556 ให้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15-20% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะมีรายได้เติบโตอยู่ที่ประมาณ 1015%

ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการที่เมเจอร์เดินหน้าขยายสาขาโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด เพราะยังมีช่องว่างให้เข้าไปขยายสาขาอีกมาก อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการขยายช่องทางทำตลาดหนังไทย เนื่องจากตลาดต่างจังหวัดถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการทำตลาดหนังไทย

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า ปี 2556 ถือเป็นปีที่บริษัทมีกำไรในการดำเนินธุรกิจดีที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา ด้วยการมีผลกำไรมากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติที่จะมีผลกำไรต่อปีอยู่ที่ประมาณ 800-900 ล้านบาท

“ปีนี้แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเยอะ แต่ก็ส่งผลกระทบกับบริษัทไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวดี ภาพรวมกำลังซื้อของคนไทยก็ดี ดูได้จากห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่างๆ ที่มีลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาใช้บริการไม่น้อย” วิชา กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เมเจอร์มีแผนที่จะขยายโรงภาพยนตร์อีกไม่ต่ำกว่า 40-50 โรง หรือประมาณ 79 สาขา รวมงบลงทุน 800-1,000 ล้านบาท ในจำนวนสาขาดังกล่าวมีโครงการขนาดใหญ่ 1 โครงการ คือ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ไม่รวมค่าเช่า

“โรงหนังที่เอ็มควอเทียร์จะมีทั้งหมด 9 โรง เราจะทำเป็นโรงหนัง 6 ดาว คอนเซปต์ของโรงหนังก็จะออกแนวอาร์ต ส่วนชื่อของสาขาอาจใช้เอ็มควอเทียร์ ซีนีเพล็กซ์ เหมือนกับชื่อของศูนย์การค้าอื่นๆ ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นพาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์ หรือพารากอน ซีนีเพล็กซ์ ขณะที่ราคาตั๋วหนังอาจใกล้เคียงกับพารากอน ซีนีเพล็กซ์” วิชา กล่าว

นอกจากจะมุ่งเน้นขยายสาขาและสร้างความยูนีคให้กับโรงภาพยนตร์ที่อยู่ภายในศูนย์การค้าขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่วิชาจะเน้นใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจจากนี้ คือ การบริหารโรงภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกับโรงแรม เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุดเมื่อเข้ามาใช้บริการ

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำเพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต คือ คอนเทนต์หนังไทย เพราะคนต่างจังหวัดชอบดูหนังไทยมากกว่าหนังต่างประเทศ สังเกตได้จากอัตราส่วนการดูที่คนต่างจังหวัดดูหนังไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 60% หนังต่างประเทศ 40% ขณะที่คนกรุงเทพฯ ดูหนังไทยในสัดส่วน 35-40% หนังต่างประเทศ 60-65%

“ปี 2556 เราทำหนังไทยเอง 67 เรื่อง แต่ปี 2557 นี้เราจะทำหนังไทยเพิ่มเป็น 15 เรื่อง เนื่องจากเรามีโรงหนังในต่างจังหวัดมากขึ้น และวันนี้โรงหนังเราเป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด ซึ่งจากแผนการทำหนังที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเราอาจจะต้องเปิดบริษัททำหนังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากปัจจุบันมีอยู่ 3 บริษัท คือ เอ็ม36 ทาเลนต์ วัน และเอ็ม พิคเจอร์ส” วิชา กล่าว

อีกปัจจัยที่ทำให้วิชาออกมาประกาศผลิตภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว คือ การรองรับธุรกิจเคเบิลทีวี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 2 ช่อง คือ ช่องบูมเมอแรง และช่องเอ็มชาแนล แม้ว่าจะมีแค่ 2 ช่อง แต่วิชาบอกว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีเลยทีเดียว

ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีธุรกิจโรงภาพยนตร์เกือบ 500 โรง สิ้นปี 2557 คาดว่าจะมีโรงภาพยนตร์ในเครือมากกว่า 500 โรง เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 70% ของโรงภาพยนตร์รวมในไทย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน