
เซนส์ออฟจอยเตรียมบุกต่างประเทศ
เซนส์ ออฟ จอย เตรียมบุกตลาดต่างประเทศปีนี้ทุ่มเกือบ 100 ล้านบาทสูงสุดในรอบ 5 ปี ขยายสาขา แตกไลน์ เมดดิเคิล สปา แบรนด์ใหม่
เซนส์ ออฟ จอย เตรียมบุกตลาดต่างประเทศปีนี้ทุ่มเกือบ 100 ล้านบาทสูงสุดในรอบ 5 ปี ขยายสาขา แตกไลน์ เมดดิเคิล สปา แบรนด์ใหม่
น.ส.วราลักษณ์ วาณิชกุลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนส์ ออฟ จอย ผู้บริหารสปา ภายใต้แบรนด์ เซนส์ ออฟ จอย เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทกำลังเจรจากับผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศเพื่อร่วมลงทุนเปิด เซนส์ ออฟ จอย สปาในต่างประเทศ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ และในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่บริษัทดำเนินการมา เพื่อขยายสาขาเซนส์ ออฟ จอย สปา เพิ่มอีก 1 สาขาที่ปิ่นเกล้า ด้วยงบราว 15 – 20 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 3 สาขา
ทั้งนี้บริษัทยังมีแผนที่จะแตกไลน์ เมดดิเคิล สปา ภายใต้แบรนด์ใหม่ เฟริ์ส เฟส (First Face) บาย เซนส์ ออฟ จอย แห่งแรกภายในปีนี้ ด้วยลงทุนราว 40 – 50 ล้านบาท เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการยอมรับของต่างประเทศไทย โดยภายในสิ้นเดือนนี้ บริษัทจะเปิดศูนย์การเทรนนิ่งเพื่อเตรียมควาพมร้อมในการรุกตลาดต่างประเทศของบริษัทและให้กับผู้ที่สนใจทำธุรกิจสปา ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารโกเด้น แลนด์ ในย่านราชประสงค์
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง ภายใต้แบรนด์ กอนนา บี สลิม (Gonna Be Slim) บาย เซนส์ ออฟ จอย คาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งได้ใช้งบลงทุนด้านผลิตภัณฑ์และการผลิตไปราว 20 ล้านบาท
“ภายใต้แผนการดำเนินงานทั้งหมดในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาใหม่ การเปิดเมดดิเคิล สปา การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์จะช่วยผลักดันยอดขายของบริษัทให้เติบโตได้ราว 30% จากปกติที่อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 25%” น.ส.วราลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง กอนนา บี สลิม ในปีแรก บริษัทคาดว่าจะมีส่วนแบ่งในตลาดรวมผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่าง 10% จากตลาดรวมผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่างที่มีมูลค่าราว 8% จากตลาดรวมผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิว
น.ส.วราลักษณ์ เผยต่อว่า การรุกตลาดสปา และเมดดิเคิล สปา ของบริษัทในปีนี้ เพราะตลาดสปาในประเทศมีศักยภาพแม้จะมีปัจจัยลบทางการเมือง โดยตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดสปาในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตแล้ว 10%
ทางด้านปัญหาทางการเมืองซึ่งบริษัทมีสาขาอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่การชุมนุม คือ สาขาอาคารลิเบอร์ตี้ ถนนสีลม ทำให้ลูกค้าลดลงกว่า 50% แต่สาขาที่อยู่ห่างพื้นที่การชุมนุม เช่น สาขาอาคารจัสมินซิตี้ สุขุมวิท 23 และสาขาเอสพลานาด กลับมีการเติบโตสาขาละกว่า 20% หรือมีลูกค้าเพิ่มขึ้นวันละ 70 – 75 คน จากปกติจะมีลูกค้าราว 50 คนต่อวัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าหลังจากปัญหาการเมืองจบสิ้นลง อุตสาหกรรมสปา และเมดดิเคิล สปา ในประเทศไทยจะกลับมาเติบโตตามปกติ เพราะเป็นจุดเด่นของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติยอมรับ







