posttoday
แนวโน้มเครดิตการบินไทยเป็นลบ

แนวโน้มเครดิตการบินไทยเป็นลบ

02 มกราคม 2557

ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัท การบินไทย (THAI) ที่ระดับ “A+” ในขณะเดียวกันก็ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ” จาก “คงที่” เพราะการที่อัตรากำไรของบริษัทปรับลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับต้นทุนเชื้อเพลิงและการแข่งขันที่รุนแรง

ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัท การบินไทย (THAI) ที่ระดับ “A+” ในขณะเดียวกันก็ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ” จาก “คงที่” เพราะการที่อัตรากำไรของบริษัทปรับลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับต้นทุนเชื้อเพลิงและการแข่งขันที่รุนแรง

อันดับเครดิตดังกล่าวยังได้รับแรงกดดันจากการมีภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง ตลอดจนความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และสถานการณ์ที่ไม่ปกติต่างๆ

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจการบินระหว่างประเทศในเส้นทางการบินของประเทศไทยและประโยชน์จากการเป็นสมาชิก Star Alliance ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรสายการบินที่ใหญ่ที่สุด โดยอันดับเครดิตยังได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากอันดับเครดิตเฉพาะของบริษัท ซึ่งสะท้อนถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะที่บริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจและสายการบินแห่งชาติ

ปัจจุบันกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วน 51% โดยสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจยังรวมถึงการถือหุ้นในสัดส่วน 2.1% ของธนาคารออมสินด้วย ในขณะที่หุ้นของบริษัทในสัดส่วน 15.4% ที่ถือโดยกองทุนวายุภักษ์นั้นจัดเป็นการถือหุ้นโดยผู้ลงทุนภาคเอกชน แม้กองทุนวายุภักษ์จะได้รับการจัดตั้งโดยกระทรวงการคลังเพื่อลงทุนในรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ตาม

บริษัท การบินไทย เป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย ซึ่งให้บริการการบินคุณภาพสูง บริษัทพยายามเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดจากธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำทั้งในเส้นทางการบินภายในประเทศและในภูมิภาคเอเชีย บริษัทจึงได้เปิดให้บริการสายการบินคุณภาพระดับกลาง ภายใต้ชื่อ “ไทยสมายล์” ในช่วงกลางปี 2555 ซึ่งเน้นให้บริการแก่กลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลาง โดย ณ เดือน ก.ย. 2556 บริษัทให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ณ สนามบินปลายทาง 68 แห่งทั่วโลก ด้วยเที่ยวบินจำนวน 655 เที่ยวต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้นในสัดส่วน 39.2% ในบริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำรายสำคัญในประเทศไทยด้วย

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น 22% เป็น 19.49 ล้านคน อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารของบริษัทลดลง 1.5% เป็น 75.2% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 เนื่องจากความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 8.5% สู่ระดับ 63,415 ล้านที่นั่งกิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ในด้านการขายนั้น ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารของบริษัทเพิ่มขึ้น 6.4% สู่ระดับ 47,683 ล้านคนกิโลเมตร ในขณะที่อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ลดลงจากระดับ 54.1% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 เป็น 50.3% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักตั้งแต่ปี 2553 แม้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตรากำไรของบริษัทกลับผันผวนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ในปี 2554 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานลดลงสู่ระดับ 9.7% จากระดับ 17.2% ในปี 2553 จากผลกระทบของมหาอุทกภัยและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ในปี 2555 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 13.5% แม้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงเล็กน้อย แต่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทยังอยู่ที่ระดับ 10.4% เนื่องจากต้นทุนที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย

สภาพคล่องของบริษัทอ่อนแอลงแต่ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายก็ปรับตัวลดลง 4.3 เท่าในปี 2555 เป็น 2.9 เท่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 ส่วนอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับลดลงจากระดับ 15.5% ในปี 2555 สู่ระดับ 11.4% (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556

ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาบริษัทเข้าสู่ช่วงลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของฝูงบิน ดังนั้น อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นจาก 70.5% ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2555 เป็น 76.6% ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2556 โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะรับมอบเครื่องบินจำนวน 36 ลำ โดยเครื่องบินจำนวน 21 ลำเป็นการเช่าดำเนินงาน และอีก 15 ลำเป็นการเช่าทางการเงิน

ผลการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากได้รับมอบเครื่องบินใหม่ เนื่องจากการใช้งานเครื่องบินใหม่จะเกิดผลประโยชน์หลายประการ เช่น ปริมาณการใช้น้ำมันและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่ลดลง

ทั้งนี้ คาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2557 โดยบริษัท ทริส เรทติ้ง คาดหวังว่าบริษัทจะมีแผนลดภาระหนี้ในระยะปานกลาง

แนวโน้มลบ

แนวโน้มอันดับเครดิต “ลบ” สะท้อนถึงอัตรากำไรของบริษัทที่ปรับลดลงเนื่องจากต้นทุนที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากอัตรากำไรของบริษัทยังคงอยู่ในระดับต่ำและอัตราความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า

ทั้งนี้ แนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับเป็น “คงที่” หากบริษัทสามารถปรับปรุงอัตราการทำกำไรให้สูงกว่าระดับ 15% ทั้งนี้ อันดับเครดิตดังกล่าวยังอยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจการบินระหว่างประเทศของไทยเอาไว้ได้ และบริษัทจะยังคงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตต่างๆ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน