
บจ.ใหญ่บุกอาเซียน
ปี 2556 ได้มีกระแสเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 กันมาก
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ปี 2556 ได้มีกระแสเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 กันมาก แต่บริษัทที่มุ่งหมายขยายกิจการไปทั่วอาเซียนกลับเป็นบริษัทหน้าเดิม คือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพขยายงานไปอาเซียนอย่างต่อเนื่องจากที่เคยทำมา และเป็นบริษัทในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในเครือ ปตท.และปูนซิเมนต์ไทย แทบทั้งสิ้น
SCC ซื้อ 45 บริษัทอาเซียน
นับตั้งแต่ปี 2550 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2556 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ภายใต้การนำของนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ซื้อกิจการแล้วทั้งสิ้น 57 บริษัท รวมเป็นเงินลงทุนประมาณ 5.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้ทั้งหมด โดยใช้เวลาฟื้นกิจการเพียง 8 เดือน ถึง 1 ปี ก็กลับมาสร้างรายได้ให้บริษัทแล้วสำหรับการซื้อกิจการในอาเซียน มี 45 บริษัท สหรัฐ 2 บริษัท และในไทย 10 บริษัท ทำให้ยอดขายเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน
นอกจากนั้นยังส่งออกธุรกิจปิโตรเคมีไป 108 ประเทศ วัสดุก่อสร้างกว่า 70 ประเทศ ซีเมนต์กว่า 3040 ประเทศ ทั้งนี้ ใกล้เคียงกับธุรกิจกระดาษ ปัจจุบันกล่องกระดาษ มีกำลังผลิตกว่า 1 ล้านตันเป็นครั้งแรกแล้ว กระดาษคราฟต์มีกำลังผลิต 1.9 ล้านตัน และจะเพิ่มอีก 4 แสนตัน ในปี 2557
ทั้งนี้ บริษัทยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมาย คือ กำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ยค่าเสื่อม (อีบิตดา) ในระดับ 15% แม้ในช่วงแรกๆ ได้เพียง 89% โดยรวมแล้วบริษัทมีรายได้จากธุรกิจในอาเซียนเพิ่มขึ้นในงวดครึ่งแรกของปีประมาณ 8% ของยอดขายรวมอีก 27% จากการส่งออกและ 65% เป็นยอดขายจากกิจการในประเทศ นายกานต์ กล่าวอีกว่า หากคิดเป็นอัตราการเติบโตจากยอดขายในภูมิภาคขยายตัวถึง 39% ขณะที่ในไทยโตเพียง 6% เท่านั้น
“เราเป็นที่หนึ่งในอาเซียนแล้ว ตอนนี้การซื้อกิจการ SCC จะเน้นกิจการที่ดีอยู่แล้ว เพื่อต้องการคนเก่งมาร่วมงานด้วย แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อกิจการในราคาสูงก็ตาม” นายกานต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา SCC ได้ลงทุนในโครงการต่างๆ แล้วประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทเพิ่งอนุมัติลงทุนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ครบวงจรแห่งแรกในพม่ามูลค่า 1.24 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ (เอสซีจี เปเปอร์) บริษัทย่อยของ SCC ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ Nippon Paper Industries Company Limited (NPI) โดย NPI จะนำเงินมาลงทุนใน Fibrous Chain ของเอสซีจี เปเปอร์ 5,035 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มทุนถือหุ้น 30%
การร่วมทุนระหว่างเอสซีจี เปเปอร์ และ NPI ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดพลังแห่งความร่วมมือในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาสินค้าใหม่ การตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ SCC ที่มุ่งเน้นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพื่อการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน
PTTEP รุกหนัก
ในปี 2557 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ตั้งเป้าปริมาณการผลิตปิโตรเลียมและยอดขายเติบโตอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% จากปีนี้ กำลังการผลิตที่ประมาณ 3 แสนบาร์เรล และมีปริมาณการขายที่ 2.92 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมีแผนการลงทุนเน้นโครงการใหม่ในแหล่งเดิม และในประเทศอาเซียน เพื่อต้องการเพิ่มปริมาณสำรองและพร้อมผลิตทันที โดยใช้งบลงทุนปีหน้าประมาณ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1 แสนล้านบาท ไม่รวมงบที่เตรียมไว้ซื้อกิจการ
ทั้งนี้ แต่ละปี PTTEP สร้างกระแสเงินสดได้ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.24 แสนล้านบาท และมีเงินสดในมือ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.2 หมื่นล้านบาท หากจำเป็นต้องกู้ก็ทำได้ เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ต่ำเพียง 0.35 เท่า และมีแผนขายหุ้นกู้อีก 1 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ต่างประเทศ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา PTTEP ได้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานสำรองให้กับประเทศไทย และขณะนี้ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งโมซัมบิกและพม่า
“นายเทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTEP กล่าวว่า PTTEP มีแผนงานในระยะ 5 ปี (25562560) ให้ความสำคัญกับการลงทุนผลิตและสำรวจปิโตรเลียม ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 6 แสนบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ภายในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่ที่ 33.1 แสนบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
รูปแบบการลงทุนในพม่าที่ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจกว่า 23 ปีแล้วนั้น PTTEP ถือว่าเป็นโมเดลการลงทุนในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุด
ปัจจุบันมีหลายโครงการ อาทิ แหล่งก๊าซฯ ยาดานาเยตากุน กำลังการผลิต 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต และมีการสำรวจอีกหลายโครงการ เช่น แหล่งเอ็ม 3 เอ็ม 9 เอ็ม 4 เอ็ม 11 เอ็มดี 7 เอ็มดี 8 ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับสัมปทานผ่านกระบวนการเจรจา เนื่องจากเป็นการเข้าไปลงทุนในช่วงแรกๆ ที่ยังไม่มีนักลงทุนจากชาติตะวันตกสนใจเข้าไปสำรวจ ยกเว้นแปลงบนบกที่ต้องประมูล
ล่าสุด บริษัท PTTEP Netherlands Holding Cooperatie U.A. (บริษัทย่อยของ PTTEP) และบริษัท Pertamina Hulu Energy (บริษัทย่อยของ Pertamina) ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreements : SPAs) ร่วมกันในอัตราส่วน 50 : 50% เพื่อเข้าซื้อบริษัทย่อยของบริษัท Hess Corporation ซึ่งถือสัดส่วน 75% ในโครงการ Pangkah และ 23% ในโครงการ Natuna Sea A นอกชายฝั่งประเทศอินโดนีเซีย การซื้อบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสัดส่วนของ PTTEP ประมาณ 650 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย PTTEP จะชำระมูลค่าการซื้อขายจำนวนดังกล่าวด้วยเงินสดที่มีอยู่
ทั้งนี้ การซื้อขายจะเสร็จสิ้นเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ ตามที่ระบุใน SPAs โดยการซื้อขายสำหรับโครงการ Natuna Sea A คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2556 และสำหรับโครงการ Pangkah คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกปี 2557 โครงการ Pangkah ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันมีอัตราการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประมาณ 7,000 บาร์เรลต่อวัน และอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 33 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียม 2P* จำนวน 110 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
เมื่อสัญญามีผลสมบูรณ์ PTTEP และบริษัท Pertamina จะร่วมกันเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีผู้ร่วมทุนคือบริษัท Saka Energi ซึ่งมีสัดส่วนการร่วมทุน 25% โครงการ Natuna Sea A ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของทะเล Natuna ระหว่างประเทศมาเลเซียกับอินโดนีเซีย ปัจจุบันมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 2,350 บาร์เรลต่อวัน โดยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียม 2P* จำนวน 209 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ กลุ่มผู้ร่วมทุนของโครงการ Natuna Sea A ประกอบด้วย บริษัท Premier Oil (ผู้ดำเนินการ) บริษัท KUFPEC และบริษัท Petronas ในสัดส่วนการร่วมทุน 28.67% 33.33% และ 15% ตามลำดับ
การเข้าซื้อสัดส่วนในโครงการ Pangkah และโครงการ Natuna Sea A นั้นเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัทที่เน้นการแสวงหาสินทรัพย์ที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตแล้ว (Producing Assets) ซึ่งจะสามารถเพิ่มรายได้ อัตราการเติบโตของปริมาณการผลิต และปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทได้ทันที และเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ PTTEP และ Pertamina ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศไทยและอินโดนีเซีย มีประสบการณ์ในการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในภูมิภาค ทำให้เชื่อมั่นว่าโครงการจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
PTTGC ร่วมทุนอินโด
ด้านบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ได้ลงนามร่างข้อตกลงเบื้องต้นในการร่วมทุนทำการผลิต (Manufacturing Joint Venture Heads of Agreement) (MJVHOA) กับ PT Pertamina (Persero) (Pertamina) บริษัทน้ำมันแห่งชาติอินโดนีเซีย สำหรับการร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ระดับโลกในประเทศอินโดนีเซียและคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2561
โครงการก่อสร้างดังกล่าวจะประกอบด้วย โรงงานโอเลฟินส์ขนาดใหญ่ระดับโลกและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (ไม่มีการลงทุนในโรงกลั่น) โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงนาม MJVHOA ครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดขอบเขตการร่วมทุนและเงินลงทุนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะสรุปรายละเอียดโครงการได้ในต้นปี 2557 ก่อนที่จะมีการทำการศึกษาโดยละเอียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการและการออกแบบทางวิศวกรรม (Front End Engineering Design, FEED) ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ (Synergy) และการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรเพื่อสร้างความคุ้มค่าและความสามารถในการแข่งขันให้แก่โครงการ







