posttoday
ถึงเวลาพึ่งเทคโนโลยีหนทางรอดหนีพิษค่าแรงพุ่ง

ถึงเวลาพึ่งเทคโนโลยีหนทางรอดหนีพิษค่าแรงพุ่ง

27 ธันวาคม 2556

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ต้นทุนทางธุรกิจที่หนักอึ้งสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ต้นทุนค่าแรง”

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ต้นทุนทางธุรกิจที่หนักอึ้งสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ต้นทุนค่าแรง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ “ยุคค่าแรงขาขึ้น” กันถ้วนหน้า

ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถรับภาระต้นทุนค่าแรงที่พุ่งขึ้นได้ด้วยสารพัดวิธี ซึ่งหมายรวมถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ทว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กแล้ว กลับมีทางเลือกให้เดินไม่มากนัก

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้

และหนึ่งในกลยุทธ์ที่เอสเอ็มอีของสหรัฐมีแนวโน้มต้องเผชิญกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งใหญ่ในปี 2014 เริ่มหันมาใช้กันอย่างกว้างขวางขณะนี้ก็คือ การเปลี่ยนมา “พึ่งพาเทคโนโลยี” ในการดำเนินธุรกิจแทนการ “ใช้แรงงานคน” มากขึ้นนั่นเอง

ดังเช่นกรณีของ คาร์ลา เฮสเซลไทน์ เจ้าของ “จัส คัฟเค้กส์” ธุรกิจร้านเบเกอรี่เมืองลุงแซม ที่กำลังตัดสินใจลงทุนซื้อ “แท็บเล็ต” สำหรับให้ลูกค้ากดสั่งสินค้าได้ทันทีจากเคาน์เตอร์ เนื่องจากกังวลว่า หากรัฐบาลกรุงวอชิงตันประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศในปีหน้า อาจส่งผลให้ธุรกิจต้องรับภาระต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต้องจ่ายพนักงานทั้ง 10 คน ชั่วโมงละ 7.25 เหรียญสหรัฐ (ราว 232 บาท) เป็น 9 เหรียญสหรัฐ (ราว 288 บาท) ทีเดียว

“แม้แผนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรส แต่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงเกือบทุกรัฐทั่วประเทศแล้ว ดังนั้นเพื่อรักษาผลกำไรของบริษัทในอนาคตเอาไว้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอาจต้องปลดพนักงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ปัจจุบันทำหน้าที่ถามออร์เดอร์ลูกค้า เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบการสั่งซื้อด้วยตัวเองผ่านแท็บเล็ตแทน” เฮสเซลไทน์ เปิดใจ

ทั้งนี้ หากพิจารณาด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายในการยกเครื่องเทคโนโลยีของธุรกิจ นับว่ามีความคุ้มค่า เนื่องจากราคาของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เปิดทางให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น แท็บเล็ต 1 เครื่อง มีราคาลดลงเหลือราว 394 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นบาท) จากเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ที่สูงถึง 1,330 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.25 หมื่นบาท) ขณะที่การลงแอพพลิเคชั่นสำหรับการดำเนินธุรกิจต่างๆ ก็มีค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมากจากเดิมที่อาจสูงถึง 5,0001.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.64.8 แสนบาท)

แม้มีความเป็นไปได้สูงที่การเข้ามาของเทคโนโลยีอาจส่งผลให้คนต้องตกงานมากขึ้น ซึ่งแม้ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการมายืนยันถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่แน่ชัด เนื่องจากรายงานศึกษาผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์ทางการเมืองทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจแทนการจ้างพนักงานก็มีข้อด้อยอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในบริษัทขนาดเล็ก พนักงานคนหนึ่งส่วนมากจะรับหน้าที่ในหลายตำแหน่ง ทั้งต้อนรับลูกค้า จัดเรียงสินค้า ตลอดจนทำความสะอาดร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถตอบสนองได้เลย

“ในธุรกิจค้าปลีก คุณไม่สามารถทดแทนแรงงานคนด้วยเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกตำแหน่ง” ไมค์ เรอิส พนักงานขายสินค้าประจำร้านฮอบบี้ เวิร์ก แสดงความเห็น

ด้วยเหตุนี้ ก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใดๆ ผู้ประกอบการแต่ละรายก็ควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้านเสียก่อน

เพราะแม้การหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจจะสามารถช่วยลดต้นทุนค่าแรงได้ แต่ในระยะยาว การมีพนักงานทำหน้าที่ดูแลสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ก็สามารถช่วยผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้เช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน