posttoday
ไขข้อข้องใจเรื่องภาษีที่หลายคนสงสัย

ไขข้อข้องใจเรื่องภาษีที่หลายคนสงสัย

26 ธันวาคม 2556

ใกล้ปลายปีแล้ว เทศกาลภาษีก็ใกล้หมดแล้ว แต่หลายคนก็อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องภาษี วันนี้ก็เลยขอเอาเรื่องเกี่ยวกับภาษีบางเรื่องที่หลายคนชอบถามมาอธิบายที่นี่ทีเดียว เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจครับ

ใกล้ปลายปีแล้ว เทศกาลภาษีก็ใกล้หมดแล้ว แต่หลายคนก็อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องภาษี วันนี้ก็เลยขอเอาเรื่องเกี่ยวกับภาษีบางเรื่องที่หลายคนชอบถามมาอธิบายที่นี่ทีเดียว เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจครับ

ถาม ดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้นต้องไม่เกิน 20,000 บาทต่อปีนั้น นับเฉพาะรายบัญชี รายธนาคาร หรือรวมทุกบัญชีออมทรัพย์ของทุกธนาคาร

ตอบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ ข้อ 5 ระบุว่า “กรณีผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากตามข้อ 2 จากทุกธนาคารรวมกัน มีจำนวนทั้งสิ้นเกิน 20,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ให้แจ้งแก่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยดังกล่าว เพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 50 (2) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยแต่ละแห่งได้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นเกิน 20,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ให้ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากนั้นหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 50 (2) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 181) ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2552 เป็นต้นไป)

ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีนับรวมทุกบัญชีเงินฝากทุกธนาคารต้องไม่เกิน 20,000 บาท ครับ

ถาม ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ตามมาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม และให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1.ปรับปรุงขั้นและอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้น และลดอัตราสูงสุดจาก 37 เปอร์เซ็นต์ เป็น 35 เปอร์เซ็นต์

2.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลดังนี้ กำหนดคำนิยามของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลให้หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกระทำการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเสียภาษีจากเงินได้สุทธิในอัตราร้อยละ 20 โดยให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น

กำหนดให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 20 โดยไม่ให้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลสามารถเลือกเสียภาษีสำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา หรือที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้า หรือหากำไรแยกต่างหากจากเงินได้อื่น โดยให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้าสำหรับบุคคลธรรมดา แล้วไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปีอีก

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนี้ จะใช้บังคับกับเงินได้ประจำปีภาษีถัดจากปีภาษีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับต่อไป

กฎหมายฉบับนี้มีความคืบหน้าอย่างไร

ตอบ การปรับปรุงขั้นและอัตราภาษีเงินได้จาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้นนั้น ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 19 พ.ย. เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการคำนวณเงินได้สุทธิจาก 5 ขั้นอัตรา เป็น 7 ขั้นอัตรา และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% โดยมีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2556 และปี 2557 การที่ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากร่างกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งอาจเกิดความล่าช้าและไม่ทันกับการเสียภาษีในปี 2556 ที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบและเสียภาษีให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2557 จึงได้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปีก่อน ซึ่งทางกรมสรรพากรยืนยันมาแล้วครับ ว่าเสร็จทันภายในปีนี้แน่นอน

ส่วนภาษีอัตราใหม่สำหรับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล กฎหมายยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งแน่นอนแล้วว่าไม่สามารถออกทันปีนี้แน่นอน และแม้กฎหมายดังกล่าวจะสามารถตราเป็นกฎหมายได้ภายในปีนี้ การใช้บังคับจะใช้บังคับกับเงินได้ประจำปีภาษีถัดจากปีภาษีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับต่อไป ดังนั้น สรุปได้ว่า เงินได้คณะบุคคลในปีภาษีนี้ยังคงเสียภาษีเหมือนบุคคลธรรมดาแบบเดิมครับ และเสียในอัตราแบบ 7 ขั้น เหมือนบุคคลธรรมดาครับ

ถาม เบี้ยประกันชีวิตที่หักค่าลดหย่อนภาษีไปแล้ว หากต่อมาได้มีการหยุดจ่าย หรือ ยกเลิกกรมธรรม์ จะต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนไปแล้วหรือไม่

ตอบ อันนี้ขอเอามากล่าวซ้ำครับ เพราะเป็นประเด็นที่คนสงสัยมากๆ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 172) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิต และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 194) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ จะมีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่เหมือนกันระบุว่า กรณีผู้มีเงินได้ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้แล้ว และต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ผู้มีเงินได้จะหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วพร้อมเงินเพิ่ม

ดังนั้น แม้เราจะซื้อประกันชีวิตที่มีสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น อายุกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีก็ตาม แต่หากเราผิดเงื่อนไข เช่น หยุดชำระเบี้ยทำให้กรมธรรม์ขาดอายุ เราจะต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วย ตัวอย่างเช่น เราซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตอายุกรมธรรม์ 15 ปี ชำระเบี้ย 7 ปี ปีละ 100,000 บาท ได้ลดหย่อนภาษีปีละ 20,000 บาท (ฐานภาษีสูงสุดอยู่ในอัตรา 20%) หากเราจะชำระเบี้ย 3 ปีแล้วหยุด เราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วย หรือต่อให้เราชำระเบี้ยครบ 7 ปี แต่ถ้าเราขอรับเงินสดจากกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี (ขอบอกก่อนว่าการขอรับเงินสดกรณีนี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันทีนะครับ) เราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วยเช่นกัน

หลักการพิจารณาของกรมสรรพากรในเรื่องประกันชีวิตว่าเราผิดเงื่อนไขหรือไม่ คือ กรมสรรพากรจะพิจารณาว่าความคุ้มครองของกรมธรรม์ยังมีผลครบ 10 ปีหรือไม่ ดังนั้น หากกรณีเรามีความจำเป็นไม่สามารถชำระเบี้ยประกันชีวิตต่อได้ แต่ไม่อยากคืนภาษี ไม่อยากเสียเงินเพิ่ม ก็ลองพิจารณาใช้มูลค่าเงินสำเร็จ คือ ระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองจะเท่าเดิม แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลง ตัวอย่างเช่น ทุน 200,000 บาท ส่งไปแล้ว X ปี ใช้เงินสำเร็จ 120,000 บาท = เสียชีวิต หรือ ครบสัญญา รับ 120,000 บาท หรืออาจใช้มูลค่าขยายเวลา คือ จำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แต่ระยะเวลาความคุ้มครองใหม่จะลดลงเหลือเท่ากับที่ระบุไว้ในตาราง ตัวอย่าง ทุน 200,000 บาท ส่งไปแล้ว X ปี ขยายเวลาคุ้มครอง 7 ปี = 7 ปีที่ไม่ได้ส่งเบี้ยประกัน หากเสียชีวิตใน 7 ปีนี้รับ 200,000 บาท ครบ 7 ปีกรมธรรม์ก็จะสิ้นสุดอายุ สิ่งที่ต้องคำนึงหากใช้มูลค่าขยายเวลา คือ เวลาที่ขยายความคุ้มครองรวมกับเวลาที่เราชำระมาแล้ว ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปีครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน