
ลดดอกเบี้ยมีผลอย่างไรกับภาคธุรกิจ
คราวที่แล้วดิฉันพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับดอกเบี้ยนโยบายและผลกระทบโดยตรงที่มีต่อระบบธนาคารและระบบการเงินโดยรวมไปแล้ว วันนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงผลกระทบของดอกเบี้ยนโยบายต่อภาคเศรษฐกิจจริงค่ะ
คราวที่แล้วดิฉันพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับดอกเบี้ยนโยบายและผลกระทบโดยตรงที่มีต่อระบบธนาคารและระบบการเงินโดยรวมไปแล้ว วันนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงผลกระทบของดอกเบี้ยนโยบายต่อภาคเศรษฐกิจจริงค่ะ
แบงก์ชาติเราใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมายในการคงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ที่จะปรับดอกเบี้ยกู้ ยืมเงินระยะยาวตามการปรับเปลี่ยนของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น
ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วการปรับดอกเบี้ยนโยบายแต่ละครั้งจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมแบบทันทีทันใดค่ะ เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยในแต่ละครั้งของแบงก์ชาตินั้นไม่ได้ปรับในปริมาณที่มาก ถ้าคุณผู้อ่านติดตามข่าวเศรษฐกิจเป็นประจำจะเห็นว่าโดยปกติแล้วแบงก์ชาติของบ้านเรา (รวมถึงในหลายๆ ประเทศ) มักจะปรับดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 0.25% เป็นส่วนมาก
แน่นอนว่าการปรับดอกเบี้ยในสเกลที่เล็กแบบนี้ในทางปฏิบัติแทบจะไม่มีผลอะไรเลยกับการตัดสินใจของภาคธุรกิจหรือ ผู้บริโภค เพราะในแง่ของต้นทุนการเงินแล้วการปรับดอกเบี้ยลงมาแค่นี้ถือว่าน้อยมาก และประการสำคัญก็คือว่า ที่ผ่านมาการปรับดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ โดยรวมแล้วจะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน แต่ขนาดของ ผลกระทบนั้นค่อนข้างต่างกัน
จากบทความที่แล้วดิฉันได้ยกตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างการปรับดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้ MLR เฉลี่ย 5 แบงก์ใหญ่ให้คุณผู้อ่านดูจะเห็นภาพชัดค่ะว่า ขณะที่แบงก์ชาติเราลดดอกเบี้ยไปถึง 0.5% ในปีนี้ แต่ว่าดอกเบี้ย MLR นั้นลดลงมาแค่ 0.175% เท่านั้นมาอยู่ที่ 6.9% ซึ่งสเกลการปรับห่างกันเกือบ 3 เท่าตัว ขณะเดียวกันในแง่ของต้นทุนการเงินที่เปลี่ยนแปลงแล้วก็แค่ 2% เท่านั้นค่ะแทบไม่มีผลต่อพฤติกรรมของภาคธุรกิจหรือผู้บริโภคเลย
ถ้าดูในส่วนของตัวเลขดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านล่าสุดก็จะเห็นภาพชัดค่ะ โดยในช่วงที่แบงก์ชาติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือน พ.ย.ปีนี้นั้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านลดลง 0.125% ทันที มาอยู่ที่ 6.25% ซึ่งนั่นก็แทบไม่ส่งผลกระทบต่อภาระการผ่อนบ้านและความต้องการบ้านในตลาดเลยค่ะ
จากงานวิจัยของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง และข้อมูลตัวเลขที่ดิฉันยกมาให้คุณผู้อ่านดูจะเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วดอกเบี้ยนโยบายนั้นจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้จะต้องมีการปรับในสเกลที่มากและต่อเนื่อง เพราะการตัดสินใจวางแผนการลงทุนหรือการซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่อย่างบ้านหรือรถยนต์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนระยะยาวในแง่ของการต้องประมาณรายรับรายจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นแล้วเรื่องของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนอกเหนือจากดอกเบี้ยค่ะ







