
บสย.หวั่นยอดหนี้เสียส่อพุ่ง
เผยพิษการเมืองทำพ.ย.ขยับเป็น4.2%เตรียมหามาตรการช่วยค้ำประกันเพิ่ม
เผยพิษการเมืองทำพ.ย.ขยับเป็น4.2%เตรียมหามาตรการช่วยค้ำประกันเพิ่ม
บสย.เกาะติดหนี้เสียเอสเอ็มอี เดือน พ.ย.อยู่ที่ 4.2% พิษการเมือง เศรษฐกิจ ทำสะดุด
นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีลูกค้าเข้าโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. มีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในเดือน พ.ย. 4.2% เมื่อเทียบกับจำนวนยอดค้ำประกันสินเชื่อทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านี้ ที่มีเอ็นพีแอลประมาณ 4% โดยแนวโน้มที่เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาจากสถานการณ์การเมืองในประเทศและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ทั้งนี้ บสย.กำลังติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตรของ บสย.ก็มีแผนการที่จะให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่ รวมทั้งอาจจะมีมาตรการผ่อนผันระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกค้า จึงประเมินว่า แนวโน้มการเกิดเอ็นพีแอลของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอียังไม่น่าห่วงมากนัก นอกจากนี้ในภาวะที่เศรฐกิจชะลอตัว บสย.ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มขึ้น
สำหรับยอดการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในปี 2556 ยังอยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จากจำนวนลูกค้าทั้งหมด 8.5 หมื่นราย และคาดว่าในปี 2557 จะมียอดการค้ำประกันสินเชื่อ อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท มีกลุ่มลูกค้าใหม่ 2.5 หมื่นราย โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดกลาง ที่มีจำนวน 2-3 หมื่นราย และขนาดเล็ก 9 แสนราย กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ ที่มีจำนวน 1.7 ล้านราย โดยจะมุ่งขยายไปยังกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ และกลุ่มโอท็อปมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรณีโครงการไมโครไฟแนนซ์ วงเงิน 5,000 ล้านบาท และโอท็อป วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ต้องเลื่อนออกไปก่อน หลังจากรัฐบาลยุบสภาไปแล้ว แต่ บสย.จะมุ่งทำโครงการนี้ต่อไป และในปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งที่พร้อมเข้ามาร่วมโครงการกับ บสย. เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นโครงการหลักที่ บสย.จะเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นในปีหน้า เพราะกลุ่มลูกค้ามีความสำคัญกับเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่จะพึ่งพาการกู้นอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ ทำให้ไม่สามารถมีรายได้ที่พึ่งพาตัวเองได้ดี
"บสย.อยากให้เอสเอ็มอีทั่วประเทศ ที่มีกว่า 2.7 ล้านราย กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ เข้ามาร่วมโครงการกับ บสย. มากที่สุด เพราะเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศ ยังไม่รู้จัก บสย. มากนัก ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบ ทำให้มีความเสี่ยงทางธุรกิจลดลง และได้รับความน่าเชื่อถือจากธนาคารเพิ่มขึ้น"
นอกจากนี้ในปีต่อไป บสย. จะมุ่งโครงการที่ตัองทำต่อเนื่องจากปีนี้ ทั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 วงเงินรวม 240,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปีเริ่มปี 2556-2558 2. โครงการ Start up วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท และ 3.โครงการสนับสนุนผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่วงเงินดังกล่าวมีผู้ประกอบเข้าร่วมโครงการใกล้เต็มแล้ว และจะต้องเสนอขอเพิ่มวงเงินใหม่กับ ภาครัฐ
นายเลิศชัย กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร บสย. กล่าวว่า มีแผนทำโครงการเอสเอ็มอี เครดิต ริต เรตติ้ง (SME Credit Rating) เพื่อจัดอันดับเครดิตให้แก่ผู้ประกอบแต่ละราย ทำให้ธนาคารตัดสินใจปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็ว คาดว่าจะเริ่มในปีหน้า โดยมั่นใจว่าการทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







