
ฝ่าแนวรบธุรกิจร้านอาหารปีม้าโดดลุยนอก-เปิดแบรนด์ใหม่ในไทย
อาหารคือปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ทำให้ธุรกิจอาหารยังเติบโตได้ แม้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม เพียงแต่เติบโตมากหรือน้อยเท่านั้น
อาหารคือปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ทำให้ธุรกิจอาหารยังเติบโตได้ แม้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม เพียงแต่เติบโตมากหรือน้อยเท่านั้น
พิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารในไทยปีหน้า ไตรมาส 12 จะยังทรุดรับผลกระทบการเมือง กำลังซื้อลดเพราะหนี้ครัวเรือนเพิ่ม ไตรมาส 3 อาจทรงตัว และกลับมาดีขึ้นในไตรมาสสุดท้าย โดยร้านอาหารประเภทบุฟเฟต์จะโตโดดเด่นที่สุด เพราะผู้รับประทานทราบต้นทุนชัดเจน รู้สึกคุ้มค่าเงิน ส่วนร้านอาหารเชนจะประสบปัญหาการเติบโต คาดว่าจะเห็นการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจะไปขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น เพราะในประเทศมีปัญหาการเมือง ต้นทุนสูงขึ้นทุกอย่าง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าที่ 34 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนทั้งหมดขึ้น 25% ไม่สอดคล้องกับเงินเฟ้อที่ขึ้น 23% ต่อปี
สำหรับโคคาฯ วางแผนลงทุนปีหน้า 55 ล้านบาท ปรับปรุงสาขาในประเทศ ปัจจุบันมีร้านโคคา แมงโก้ ทรี และแบรนด์อื่น 18 สาขา นอกจากนี้ จะนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารเม็กซิกันและจีนเข้ามาด้วย โดยปีหน้าคาดว่ายอดขายในประเทศโต 25% จากปีนี้ที่น่าจะมีรายได้กว่า 600 ล้านบาท โต 30% จากปี 2555 แต่ต่ำกว่าเป้าหมาย 20% ส่วนต่างประเทศตั้งเป้ายอดขาย 72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,160 ล้านบาท โต 28% จากปีนี้ทั้งปีน่าจะมีรายได้ 56 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,680 ล้านบาท
เทรเวอร์ แม็คแคนซี่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ตั้งงบลงทุนต่างประเทศไว้กว่า 210 ล้านบาท สำหรับขยาย 15 สาขาต่อปี เน้นแบรนด์แมงโก้ ทรี ปัจจุบันมีสาขารวม 70 สาขา ใน 15 ประเทศทั่วโลก ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 สาขา ใน 2 ปี
“ร้านอาหารไทยมีโอกาสในต่างประเทศมากขึ้น เพราะค่าเช่าที่ในหลายประเทศสมเหตุสมผลขึ้น หลังจากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เป็นโอกาสหาทำเลดีๆ ขณะที่แนวโน้มคนทั่วโลกสนใจร้านอาหารอาเซียนมากขึ้น คาดว่า 35 ปีนี้ ร้านอาหารอาเซียนจะติดอันดับยอดนิยม ซึ่งร้านอาหารไทยมีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในบรรดาอาเซียนทั้งหมด” แม็คแคนซี่ กล่าว
ปัจจุบัน ร้านอาหารไทยครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 5 ของทุกชาติ อันดับ 1.อิตาเลียน 2.ญี่ปุ่น 3.ฝรั่งเศส และ 4.จีน แต่ 35 ปีเป็นไปได้ที่ร้านอาหารไทยจะขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ในส่วนของโคคา เป็นเครือร้านอาหารไทยขนาดใหญ่ น่าจะทำให้ลูกค้ามั่นใจผลิตภัณฑ์และบริการ ครองส่วนแบ่งตลาดได้ดี
ธีระเดช จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารปีหน้าจะโต 13% มูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท จากจำนวนชนชั้นกลางเพิ่ม ยกระดับการรับประทานอาหารมาสู่เชนร้านในศูนย์การค้าที่มีการขยายสาขาในต่างจังหวัดมากขึ้น
“ปีหน้าร้านอาหารจะโตดี เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัว กำลังซื้อดีขึ้น จากการเลือกตั้ง เงินสะพัดเพิ่ม นำเงินมารับประทานอาหาร ร้านบุฟเฟต์ปิ้ง ย่าง โตสุด 18% ร้านอาหารญี่ปุ่น แข่งรุนแรง โต 16% ผู้ประกอบการญี่ปุ่นจับมือผู้ประกอบการไทยทั้งร่วมทุน ขายแฟรนไชส์ เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นสเปเชียลตี้สโตร์ ส่วนร้านเบเกอรี่เป็นดาวรุ่งโต 1012% ร้านโดนัทโต 14% และแม้กระแสสุขภาพมาแรง แต่ร้านไก่ทอด โต 1213% เบอร์เกอร์ โต 1314% ร้านอาหารที่โตลดลงมีเพียงพิซซ่า โต 10% ส่วนแนวโน้มร้านอาหารต่างประเทศที่คาดว่าจะมาขยายในไทยเพิ่มเป็นเชนเกาหลี” ธีระเดช กล่าว
สำหรับแผนของซีอาร์จีปีหน้า เตรียมใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อซื้อกิจการและร่วมทุนธุรกิจร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ 23 แบรนด์ รวมทั้งสนใจซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศอีกแบรนด์มาทำตลาด ส่งผลให้ซีอาร์จีมีร้านอาหารมากกว่า 15 แบรนด์ จากปัจจุบันมี 12 แบรนด์ โดยสนใจทำร้านเบเกอรี่และกาแฟ เสริมธุรกิจอาหารให้ครอบคลุม พร้อมขยายสาขาทุกกลุ่มร้านอาหาร 90 สาขาใกล้เคียงปีนี้ที่คาดว่าจะปิดได้ 740 สาขา
ทั้งนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายทุกแบรนด์ใกล้เคียงกัน และล่าสุดซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่นข้าวหน้าเทมปุระ เทนยะ เข้ามาเปิดบริการในเมืองไทย ตั้งเป้าขยาย 30 สาขา 5 ปี และปีหน้าจะนำ 4 แบรนด์ เช่น เทนยะ มิสเตอร์โดนัท ไปเปิดตลาดต่างประเทศ ในอินโดนีเซียและมาเลเซียตั้งเป้ารายได้ธุรกิจอาหาร 1.1 หมื่นล้านบาท โต 17% จากปีนี้
นับว่าธุรกิจร้านอาหารยังมีโอกาสขยายตัวได้ แต่เมื่อการเมืองส่งผลกระทบผู้ประกอบการก็ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศบ้าง







