
เฟดชะลอคิวอี"ไม่ใช่จุดเปลี่ยนคุมเงิน"
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี ครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2556 ส่งผลให้ตลอดช่วงเวลา 67 เดือนที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกผันผวนและขึ้นลงตามข่าวรายวัน ว่าเฟดมีตัดสินใจลดมาตรการคิวอีเมื่อใด
ล่าสุดวันที่ 18 ธ.ค. คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติ 9:1 เสียง ลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ต่อเดือนภายใต้มาตรการคิวอี 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ตอบรับกับทิศทางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาในเชิงบวก ทำให้ขนาดคิวอีลดเหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2557 แต่เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.000.25% ต่อไประยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ทันทีที่เฟดประกาศมติลดวงเงินมาตรการคิวอี นักลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐตอบรับข่าวนี้ ด้วยคำสั่งขายพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 2.92% ก่อนปิดตลาดที่ 2.89% เนื่องจากเฟดย้ำว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ขณะที่ตลาดเอเชียเช้าวันที่ 19 ธ.ค. ตอบสนองด้วยสัญญาณการแข็งค่าอย่างแข็งแกร่งของค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนใกล้ระดับ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียที่เผชิญแรงขายเมื่อเฟดชะลอมาตรการคิวอี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับลดมาตรการคิวอี ว่า แม้การตัดสินใจลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการคิวอีรอบนี้ จะเป็นทิศทางที่ผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า แต่ตลาดการเงินยังอยู่ภายใต้สภาวะที่ไม่ตื่นตระหนกมากนัก แม้ว่าการทะยานแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะปรากฏขึ้นในวงกว้าง เพราะเฟดได้พยายามสื่อสารกับตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว
ขณะเดียวกันเฟดก็สร้างสมดุลด้วยการส่งสัญญาณที่ชัดเจนกับตลาดการเงินว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Funds จะยังคงยืนที่ระดับใกล้ 0% แม้อัตราการว่างงานจะลดต่ำลงกว่าระดับ 6.5% ในระยะข้างหน้า
“การเริ่มทยอยถอยมาตรการคิวอีครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด ดังนั้น ผลกระทบต่อไทยน่าจะอยู่ในกรอบที่สามารถบริหารจัดการได้” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน
ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะประคองการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปีหน้า ประเมินว่ากรณีพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.2% ในปี 2557 นั้น จะเอื้อให้เฟดสามารถเดินหน้าชะลอมาตรการคิวอีอย่างค่อยเป็นค่อยได้ตั้งแต่ต้นปี 2557 ซึ่งสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่กระตุ้นให้นักลงทุนและกลุ่มกองทุนปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกและตลาดการเงินไทย ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร นักลงทุนจะต้องเตรียมรับกับสภาวะที่ผันผวนของกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ยากจะหลีกเลี่ยง
ประเมินว่าระดับทุนสำรองระหว่างประเทศรวมฐานะสุทธิฟอร์เวิร์ด ณ วันที่ 6 ธ.ค. อยู่ที่ 1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศของไทย ซึ่งอยู่ที่ 1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นหนี้ระยะสั้น 6.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และหนี้ระยะยาว 7.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมูลค่าตราสารหนี้ที่อยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 2.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่สภาพคล่องการเงินไทยยังมีความยืดหยุ่น ธปท.สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับตลาดเงินระยะสั้นผ่านการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้ มียอดคงค้างการถือครองพันธบัตร ธปท. ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2556 อยู่ราว 1.54 ล้านล้านบาท
ธปท.มีเครื่องมือที่จะสามารถรองรับสถานการณ์เงินทุนไหลออก พร้อมๆ กับดูแลระดับสภาพคล่องให้มีความเพียงพอได้ท่ามกลางทิศทางการชะลอมาตรการ QE ของเฟดในช่วงปีข้างหน้า ส่วนการกำหนดจุดยืนของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงเป็นกลไกในการส่งสัญญาณไปที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ได้ แม้ว่าเครื่องชี้วัดของตลาดเงินบางส่วน เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่อาจต้องทยอยปรับสูงขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินบาทจะแกว่งตัวในช่วงปี 2557
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดแรงงานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อย่างใกล้ชิด หากเฟดสามารถเดินหน้าทยอยลดมาตรการคิวอีได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี และรักษาจังหวะการขยายตัวได้อย่างราบรื่น ตลาดการเงินจะเริ่มคาดการณ์สิ่งจะเกิดขึ้นหลังจากมาตรการคิวอีสิ้นสุดลง ซึ่งมีนัยว่าทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่สะท้อนการด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2557







