
บล.เพิ่มพอร์ตหากำไร
นายกสมาคมโบรกเกอร์เผยปีนี้ บล. เพิ่มพอร์ตเป็น14-15% จากปีก่อน 12% หารายได้เสริมยามหุ้นผันผวน ภัทรชี้อนาคต บล. ฮิตเป็นโฮลดิง
นายกสมาคมโบรกเกอร์เผยปีนี้ บล. เพิ่มพอร์ตเป็น14-15% จากปีก่อน 12% หารายได้เสริมยามหุ้นผันผวน ภัทรชี้อนาคต บล. ฮิตเป็นโฮลดิง
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า ในปี 2553 คาดว่าพอร์ตลงทุนของ บล. จะมีสัดส่วนทรงตัวเท่ากับปัจจุบันที่ 14-15% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาด แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่สัดส่วน 12%
สาเหตุที่โบรกเกอร์เพิ่มพอร์ตเป็นเพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือธุรกิจวาณิชธนกิจไม่มั่นคงเหมือนปี 2552
“บล.เพิ่มพอร์ตไม่มากนัก เนื่องจากโบรกเกอร์แต่ละแห่งมีเงินลงทุนจำกัดและมีกลยุทธ์การลงทุนไม่เหมือนกัน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าพอร์ตสัดส่วนเท่าไรถึงจะเหมาะสมสำหรับตลาดหุ้นไทย”
นางภัทธีรา กล่าวว่า ลักษณะการลงทุนพอร์ตโบรกเกอร์ของไทยกับต่างประเทศมีความแตกต่างกัน โดยต่างประเทศเน้นใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อบริหารความเสี่ยง เช่น เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงระหว่างหุ้นกับตราสารอนุพันธ์ หรือการออกหุ้นกู้ตราสารอนุพันธ์ (สตรักเจอร์โน้ต) แต่ของไทยพอร์ตโบรกเกอร์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะเก็งกำไร (เทรดดิง) มากกว่า
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อและขายหุ้นให้จบภายในหนึ่งวัน
นายธนวัฒน์ พานิชเกษม กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บล.ภัทร กล่าวว่า อนาคตน่าจะเห็นบริษัทหลักทรัพย์เริ่มปรับองค์กรเป็นโฮลดิงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับระดับสากล และมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะบริษัทหลัก ทรัพย์จะได้แยกบทบาทการทำงานได้ชัดเจนระหว่างการเป็นผู้ค้าหลักทรัพย์กับเงินส่วนที่เกิดจากการลงทุน ซึ่งปัจจุบันอาจมีการรายงานที่มาของเงินลงทุนได้ไม่ชัดเจน
สำหรับ บล.ภัทร ที่มีการปรับเป็นโฮลดิงนั้น นายธนวัฒน์ กล่าวว่า เพื่อต้องการแสดงฐานะและความชัดเจนต่อบทบาทการทำหน้าที่ของโบรกเกอร์ ซึ่งปัจจุบันมีรายได้จากพอร์ตการลงทุนคิดเป็น 20-30% ของรายได้รวม
ก่อนหน้านี้ บล.ภัทร เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2553 มีรายได้รวมจากธุรกิจลงทุน (Investment Business) จำนวน 137.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 209.54% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนทำได้จำนวน 44.40 ล้านบาท ทั้งนี้รายได้จากส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วน 39.73% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ปี 2552 คิดเป็นสัดส่วน 23.32% เท่านั้น
ในไตรมาสแรกปีนี้ บล.ภัทรขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 2.48 ล้านบาท ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุนจำนวน 58.15 ล้านบาท และกำไรจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์จำนวน 40.48 ล้านบาท เทียบกับจำนวน 57.78 ล้านบาท และโอนกลับขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนจำนวน 81.45 ล้านบาท สูงกว่าระยะเดียวกันปีก่อนจำนวน 26.87 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยและเงินปันผลได้ใกล้เคียงกัน เกือบ 18 ล้านบาท
บล.บัวหลวง (BLS) มีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์จำนวน 1.71 ล้านบาท สูงกว่าในไตรมาสแรกปี 2552 ซึ่งมีกำไรเท่ากับ 0.51 ล้านบาท
บล.เอเซีย พลัส (ASP) มีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ 71.14 ล้านบาท แต่ขาดทุนจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ 13.50 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปีนี้ เทียบกับขาดทุนในหุ้น 25.06 ล้านบาท และขาดทุนในอนุพันธ์ 0.22 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อนตามลำดับ ทั้งนี้เป็นไปตามสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น







