posttoday
เหล้าแช่ง

เหล้าแช่ง

18 ธันวาคม 2556

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลายความระอุ ลมหนาวค่อยๆ พัดปกคลุมหลายพื้นที่ โฆษณา “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ก็เริ่มออกมาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทางโทรทัศน์

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลายความระอุ ลมหนาวค่อยๆ พัดปกคลุมหลายพื้นที่ โฆษณา “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ก็เริ่มออกมาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทางโทรทัศน์

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลมอบ “กระเช้าปีใหม่” เชื่อว่าหลายท่านคงกำลังง่วนกับการคิดกันใหญ่ว่าปีนี้จะให้อะไรดี

หากดูจากสถิติการดื่ม อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วในคอลัมน์เมื่อวันพุธช่วงกลางปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยสุรา ระบุว่า อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยต่อคนต่อปี “สูงที่สุดในอาเซียน” เฉลี่ยเราดื่มอยู่ที่ 7.1 ลิตรแอลกอฮอล์ หรือกระเช้าแอลกอฮอล์จะเป็นกระเช้าที่ตอบโจทย์?

พอไล่ดูรายละเอียดในกระเช้า จะพบว่าทั้งเหล้า ทั้งเบียร์ ทั้งไวน์ ตลอดจนแชมเปญจากเมืองนอกเมืองนา ถือเป็นสินค้าที่แอบแทรกอยู่ในหลายกระเช้า หรือจริงๆ แล้ว การ “แช่งผู้รับ” จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้?

ในอาเซียนเอง เทรนด์แบบนี้อาจจะคล้ายคลึงกับเราอยู่บ้าง กระเช้าปีใหม่ของเขามีไวน์และแชมเปญเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้นิยม “ให้แช่ง” กันเท่าใด เนื่องจากวัฒนธรรมบางประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีชาวมุสลิมจำนวนมาก ไม่ทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะให้กันทำไม

แต่พอมาดูมูลค่านำเข้าสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอาเซียน ข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เคยศึกษาเรื่องดังกล่าวไว้ (เพื่อหวังเจาะตลาดอาเซียน) พบว่า อาเซียนนำเข้าแอลกอฮอล์จากต่างประเทศสูงถึง 8.33 หมื่นล้านบาทในปี 2552 สูงขึ้นจาก 5.03 หมื่นล้านบาทในปี 2548 คำถามคือ ทั้งที่บางประเทศไม่ค่อยดื่มแต่ทำไมตัวเลขยัง “พุ่งปรี๊ด”

สาเหตุหนึ่ง มาจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่กำหนดให้ลดภาษีศุลกากรสินค้าแอลกอฮอล์ระหว่างกันจนเหลือ 0% ในปี 2554 ไทยเองจึงต้องทยอยลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงจาก 60% เหลือเพียง 0% ในที่สุด แน่นอนว่าตัวเลขนำเข้าสินค้าแอลกอฮอล์จากอาเซียนเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประเทศอื่นในอาเซียนเองก็ประสบพบเทรนด์เดียวกัน

นั่นหมายความว่า การค้าเสรีของเราเป็นปัจจัยเอื้อให้คนอาเซียนดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น

ตลาดนำเข้าแอลกอฮอล์อาเซียนในปีดังกล่าว ยังมีมูลค่ามากกว่าการนำเข้าของญี่ปุ่น จีน และอินเดียในปีเดียวกัน หากจะบอกว่าอาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่ “เมากว่า” ก็อาจไม่ผิดนัก

ดังนั้น การมุ่งโฆษณาแคมเปญ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ต่อไป จึง ไม่น่าจะลดการมอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กันของคนไทยและคนอาเซียนลงได้ ตราบใดที่ “ของนอก” ยังคงเป็นสินค้าราคาไม่แพง และสามารถโผล่มา “ยั่ว” บนกระเช้าได้ไม่ยากเย็น

ผู้ทำแคมเปญ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ควรเสนอไปยังตัวแทนเจรจาการค้าเสรีของไทยผ่านไปถึงเวทีอาเซียน เพื่อให้ประชาคมกลับมาพิจารณาใหม่ร่วมกันว่า การเปิดเสรีกลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในแต่ละประเทศหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วให้ประโยชน์เฉพาะ “ผู้ค้า” ในการขยายตลาด จะได้กลับมาเก็บภาษีศุลกากรกันใหม่ให้ “จั๋งหนับ”

และหากต้องการลดกระเช้าของขวัญที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ผลิตในประเทศด้วย ก็อาจเสนอพิจารณาเก็บภาษีประเภทต่างๆ แก่กระเช้าที่มีสินค้าแอลกอฮอล์ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจหันไปซื้อกระเช้าสินค้าประเภทอื่นมอบให้กันแทน

พอสินค้าแอลกอฮอล์แพงขึ้นมาก คนก็จะซื้อเป็นของขวัญให้กันน้อยลง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ซื้อให้ในจำนวนลดลง

แล้วเราก็จะได้โฆษณาใหม่ “ให้เหล้า กระเป๋าสตางค์แห้ง” เพิ่มมาสำหรับอีกหนึ่งแคมเปญ (ฮา)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน