
TUFลุ้นกำไรพุ่ง30%ปีหน้า
ซื้อกิจการหนุนยอดขาย8พันล้านเหรียญ
ซื้อกิจการหนุนยอดขาย8พันล้านเหรียญ
เน้นคุณภาพผลิตคุมต้นทุนกดดีอีต่ำธีรพงศ์ ให้คำมั่นปีหน้า TUF ฟื้น กำไรโต 30% เป้ารายได้ปี 2563 แตะ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นส์ โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า บริษัทได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยประเมินว่าปี 2557 ผลประกอบการน่าจะกลับสู่ระดับปกติ คาดว่ารายได้จะโต 10% อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะกลับไปอยู่ระดับปกติ 14% และคาดว่าผลกำไรน่าจะมีการเติบโต 30% จากปี 2556 เนื่องจากผลผลิตกุ้งน่าจะมีการเติบโต 10-20% หรือไม่เกิน 3 แสนตัน จากปี 2556 ที่มีเพียง 2.5 แสนตัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 50%
นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบทูน่า จากที่เคยสูงถึง 2,400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ได้ลดลงมาอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถือ เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี รวมถึง สถานการณ์ของบริษัท ยูเอสเพ็ท นูทรีชั่น น่าจะดีขึ้นใกล้หยุดขาดทุนแล้ว
บริษัทยอมรับว่าปี 2556 นับเป็นปีที่บริษัทประสบภาวะยากลำบากมาก โดยรายได้ในรูปสกุลเงินสหรัฐคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8% หรือทำได้เพียง 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลกำไร ลดลง 50% จากปีก่อนหน้า
“ปี 2557 บริษัทตั้งเป้าหมายการโตของยอดขายเพียง 10% เท่านั้น แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะกลับสู่ระดับปกติไม่ต่ำกว่า 14% ทำให้ผลกำไรโตสูงจากปีนี้ และบริษัทจะเน้นเรื่องสร้างความสามารถในการทำกำไรมากกว่าการเติบโตของรายได้ โดยต้องการเน้นประสิทธิภาพการทำงาน ลดการลงทุน และคาดว่าอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) จะลดลงเหลือ 0.8-0.85 เท่า จากปีนี้ 1 เท่า ” นายธีรพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวว่า รายได้ของบริษัทในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 จะอยู่ที่ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอีก 7 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2563 จะอยู่ที่ระดับ 8,000ล้านเหรียญสหรัฐ แนวทางจะให้ได้ตามเป้าหมายคงจะต้องอาศัยการซื้อกิจการเข้ามาช่วย เพราะมองว่าจะอาศัยการเติบโตจากธุรกิจที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถจะผลักดันรายได้ของ TUF ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้
สำหรับการซื้อกิจการยังคงอยู่ใน 6 ธุรกิจหลัก คือ ทูน่า กุ้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาแซลมอน อาหารประเภทพร้อมทาน และปลาซาร์ดีน ส่วนกลุ่มประเทศที่ให้ความสนใจยังคงเป็นตลาดหลักของบริษัท คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ๆ ที่ TUF ยังไม่มีการลงทุน เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกา เป็นต้น
“ในปี 2556 บริษัทไม่มีการซื้อกิจการใหม่เข้ามาเพิ่ม เนื่องจากสภาวะธุรกิจของบริษัทมีความอ่อนแอ จึงมุ่งเน้นการทำธุรกิจให้สามารถเดินไปได้มากกว่า” นายธีรพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ เม็ดเงินในการซื้อกิจการนั้น ไม่ได้นับรวมในงบลงทุนปกติของบริษัท ในแต่ละปีจะลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 บริษัทได้เริ่มลดวงเงินลงทุนลงเหลือ 4,500 ล้านบาท และปี 2557 ลดลงเหลือ 3,000 ล้านบาท โดยชะลอการก่อสร้าง 3 โรงงาน ที่จะผลิต กุ้ง แซลมอนและอาหารประเภทพร้อมทาน โดยจะอาศัยการเพิ่มกำลัง การผลิตโรงงานเก่าที่มีอยู่อีก 1020% ในพื้นที่เดิม
นอกจากภาพรวมอุตสาหกรรมไม่ดีแล้ว ยังพบว่าต้นทุนในการก่อสร้างเพิ่มสูงถึง 40% จากปีที่ผ่านมา จากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมีการขยายตัวสูง ด้วยเหตุนี้ทำให้การตัดสินใจชะลอลงทุนก่อสร้างโรงงาน ทำได้ง่ายขึ้น
ด้านราคาหุ้น TUF ปิดที่ 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาทหรือ 1.50% มูลค่าการซื้อขายรวม 376 ล้านบาทซึ่งนอกจากราคาปรับตัวขึ้นตามภาวะตลาดโดยรวมแล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TUF หลังจากแนวโน้มผลกำไรดีขึ้น เนื่องจากธุรกิจอาหารจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ทำให้ยอดส่งออกดีขึ้น







