
จ่อขึ้นค่าเอฟทีรับปีใหม่
เรกูเลเตอร์เตรียมประชุมเคาะตัวเลขค่าเอฟทีงวดม.ค.-เม.ย.57 สัปดาห์หน้า เลื่อนพิจารณาปรับค่าไฟฟ้าฐานเหตุยุบสภาประชุม กพช.ไม่ได้
เรกูเลเตอร์เตรียมประชุมเคาะตัวเลขค่าเอฟทีงวดม.ค.-เม.ย.57 สัปดาห์หน้า เลื่อนพิจารณาปรับค่าไฟฟ้าฐานเหตุยุบสภาประชุม กพช.ไม่ได้
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการเรกูเลเตอร์เพื่อพิจารณาตัวเลขค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะใช้เรียกเก็บในบิลค่าไฟรอบเดือนม.ค.-เม.ย. 2557 โดยรอผลตัวเลขสรุปจากทางคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าเอฟที 1-2 วันนี้ เบื้องต้นมีแนวโน้มที่ค่าเอฟทีรอบใหม่จะปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเอฟทีมีอยู่ 3 ประการได้แก่ 1.อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าลงจะมีผลทำให้ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น 6 สตางค์ต่อหน่วย 2.ราคาก๊าซธรรมชาติที่อิงตามราคาน้ำมันเตา เบื้องต้นพบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนที่คำนวณอยู่ที่ 300 บาทต่อล้านบีทียู และ 3.ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับค่าไฟฟ้าฐานที่จะต้องมีการพิจารณาใหม่ทุกๆ 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือน ม.ค.นี้ ก็จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไป เนื่องจากไม่สามารถนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ เพราะรัฐบาลได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว
อย่างไรก็ดี เรกูเลเตอร์ได้ร่วมมือกับ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทำโครงการนำร่องส่งเสริมการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงานในช่วงเวลาความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติในช่วงเดือน เม.ย. และเดือน มิ.ย. 2557 ซึ่งจะมีผลต่อการช่วยลดภาระค่าเอฟทีได้ด้วย
“เบื้องต้นการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้สำหรับผู้ที่ร่วมโครงการ 4 บาทต่อหน่วยนั้น คงพิจารณาไม่ทันภายในปีนี้ เนื่องจากไม่สามารถประชุมกพช.ได้ จึงต้องใช้วิธีขอความร่วมมือไป แต่อนาคตจะทำให้เป็นมาตรการถาวรซึ่งอัตราจ่ายชดเชยก็อาจจะทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นได้ และคาดว่าน่าจะสามารถนำมาใช้ทันช่วงที่หยุดจ่ายก๊าซฯในเดือนเม.ย.2557” นายดิเรก กล่าว
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 200 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 46 ราย คาดว่าหากสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 4.2 ล้านหน่วยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะทำให้ประหยัดการใช้น้ำมันเตาได้ประมาณ 25.2 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้ค่าเอฟทีในงวดถัดไปลดลงได้ประมาณ 0.05 สตางค์ต่อหน่วย
นางพัลลภา เรืองรอง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการนำร่องโดยเป้าหมายสำคัญที่จะดำเนินการคือช่วงแหล่งก๊าซฯพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA)หยุดจ่ายช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. 57 ซึ่งมาตรการจ่ายเงินชดเชยอาจสามารถมาใช้ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ และหากทำเป็นมาตรการถาวร เชื่อว่าจะมีเอกชนเข้าร่วมลดการใช้ไฟจำนวนมากและมองเป้าหมายที่จะลดใช้ไฟได้สูงถึง 2,000 เมกะวัตต์







