posttoday
กลุ่มโรงแรม...ความหวังของเศรษฐกิจ

กลุ่มโรงแรม...ความหวังของเศรษฐกิจ

16 ธันวาคม 2556

การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลได้ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือน เริ่มส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2556ไตรมาสแรกปี 2557 ที่เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว ฉุดการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลาย เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลได้ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือน เริ่มส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาส 4 ปี 2556ไตรมาสแรกปี 2557 ที่เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว ฉุดการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลาย เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

สถานการณ์การเมืองในอดีตที่รุนแรงที่สุด คือ เหตุการณ์เมื่อปี 2553 ช่วงนั้นการท่องเที่ยวไทยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ในการฟื้นตัวเพื่อกลับมาโดดเด่น แม้ว่าปัจจุบันมี 36 ประเทศ ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย โดยระดับการเตือนสูงสุดขณะนี้ อยู่ที่ระดับ 3 (หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม) ใน 7 ประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นการเตือนในระดับ 2 (ตื่นตัวอย่าเข้าใกล้การชุมนุม)

ทั้งนี้ หากสถานการณ์การเมืองไม่ได้รุนแรงขึ้น จะไม่มีการยกระดับการเตือนและจะไม่ทำให้การท่องเที่ยวแย่ไปกว่าเดิม

“ศุกรีย์ สิทธิวนิช” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ความรุนแรงทางการเมืองส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในเดือน ธ.ค.เติบโตเพียง 2.2% และเดือน ม.ค. 2557 เติบโต 14% จากปกติมากกว่า 10% เพราะเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ได้ปรับประมาณการกำไรปกติของกลุ่มโรงแรมสำหรับปีนี้ และปีหน้าลดลงเพียง 2% สะท้อนผลกระทบการเมืองที่ใช้เวลานานจะฉุดยอดจองห้องพักให้ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยกเลิกการเดินทางมาในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นต้นไป

ทั้งนี้ คาดว่าโรงแรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เนื่องจากมีธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว ส่วนบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) นั้น จะได้รับผลกระทบที่น้อยลงตามลำดับ เพราะมีธุรกิจอาหารเข้ามาช่วยทำให้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองผู้ประกอบการแล้ว ประมาณการรายได้แทบจะไม่ถูกกระทบกระเทือน

“กมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ERW กล่าวว่า ปัจจัยจากการชุมนุมทางการเมืองขณะนี้ยังไม่กระทบภาคธุรกิจเท่าปี 2553 โดยมียอดจองห้องพักหายไปในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค. ที่มีการยกระดับการเตือนขึ้นไปสูงสุด ที่ระดับ 3 ประมาณ 10 ล้านบาท จากการยกเลิกจองห้องพักโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ ที่ไม่มีนัยสำคัญต่อประมาณการรายได้ปีนี้ เพราะหลังจากนั้นยอดการจองห้องพักก็ดีขึ้น โดยยังมีการจองห้องพักยาวไปถึง เดือน ม.ค.และ ก.พ.ในปีหน้า

“การชุมนุมในครั้งนี้ ไม่ได้ปักหลัก แต่เป็นการกระจาย ยอดห้องพักที่หายไปเป็นผลกระทบจากการประกาศยกระดับการเตือนของแต่ละประเทศมากกว่า และเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ระยะ 2 สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.ที่การชุมนุมเข้มข้นเท่านั้น”

ดังนั้น จึงเชื่อว่าแนวโน้มรายได้ในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตประมาณ 13% ส่วนปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมาย ที่ประมาณ 12-19% เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 26.2 ล้านคน ส่งผลดีต่ออัตราเข้าพักเฉลี่ย 81% รวมถึงการเปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่ง และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทำให้รายได้ห้องพักรวมทั้งปี เติบโตประมาณ 20%

“ในปีหน้าการเติบโตมาจากโรงแรมเก่า มีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้น พร้อมมีแผนปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ยอีก 10% ขณะที่อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 83%” กันยะรัตน์ กฤษณเทวินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ERW กล่าว

นอกจากนี้ ในปีหน้าตั้งงบลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างโรงแรมอีกจำนวน 13 แห่ง ซึ่งเริ่มทยอยเปิดในไตรมาส 34 และมีแผนที่จะขายสินทรัพย์เข้ากองทุนเพื่อขยายกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยอยู่ระหว่างการศึกษาการโอนแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอราวัณ โฮเทล โกรท (ERWPF) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 4 นี้

ทั้งนี้ หากมีการขายสินทรัพย์ดังกล่าวได้ตามแผน บริษัทจะมีกำไรพิเศษ ซึ่งมีแผนจะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น

“ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์” รองประธานกรรมการ ฝ่ายกลยุทธ์ MINT กล่าวถึงแผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) ตั้งเป้าการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ยที่ 15-20% โดยตั้งงบลงทุนเพื่อรองรับโอกาสธุรกิจใหม่ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการประมาณ 11.2 หมื่นล้านบาท และอีก 22.5 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนต่อยอดธุรกิจเดิม

“รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์” รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารและการเงิน CENTEL กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการออกกองทุน REIT ขนาดใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนซื้อกิจการโรงแรมในหลายประเทศ ในเบื้องต้นจะรุกตามหัวเมืองใหญ่ของแต่ละประเทศ คือ ลอนดอน ปารีส ซิดนีย์ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) 15%

“การออกไปลงทุนที่อังกฤษนั้น ผลตอบแทนต่อโครงการต่ำ แต่จะเป็นการสร้างแบรนด์ เมื่อเจาะตลาดได้ จะก่อให้เกิดธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมตามมา” รณชิต กล่าว

สำหรับสาเหตุที่บริษัทต้องออกไปลงทุนธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงการทำธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย และเป็นการเสริมศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมต่างประเทศจะเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ธุรกิจโรงแรมทั้งหมดจากปัจจุบัน 18% ทั้งนี้ แผนการซื้อลงทุนดังกล่าวไม่อยู่ในเงินลงทุนปกติในปีหน้า 1,200 ล้านบาท ที่จะใช้เพื่อขยายธุรกิจอาหาร 600 ล้านบาท ขยายธุรกิจโรงแรม 600 ล้านบาท ขณะนี้ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) กับผู้ประกอบการจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่สนใจให้บริษัทเข้าไปบริหารจัดการภายใต้แบรนด์เซ็นทารา จำนวน 2 โรงแรม และอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการชาวจีนอีก 23 สัญญา ด้านแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2557 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ 2 หมื่นล้านบาท เติบโต 1520% จากปีนี้น่าจะทำได้ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยประเมินว่าธุรกิจอาหารจะมีจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท และรายได้จากธุรกิจโรงแรม 9,000 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 28 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 78% และเศรษฐกิจในยุโรปดีขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักสัดส่วน 35% นอกจากนี้ บริษัทเตรียมปรับขึ้นราคาค่าห้องทั้งหมดในทุกแบรนด์ เฉลี่ยระหว่าง 610% ภายหลังอัตราการเข้าพักในปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 80% จากปีที่แล้ว 65% ส่วนความเสี่ยงสำคัญในการดำเนินธุรกิจคือปัญหาการเมืองที่ต้องการให้จบโดยเร็ว และปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติของประเทศ

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า แม้จะปรับประมาณการกำไรปกติกลุ่มโรงแรมลง แต่ก็คาดว่ายังคงเติบโตและทำจุดสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่องในปีหน้า คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 17.5% จากปี 2556 จากภาวะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นขาขึ้นและเติบโตดีหลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย และ ERW จะเติบโตสูงสุด 49.8% เนื่องจากฐานกำไรต่ำ รวมถึงมีธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียวทำให้ฟื้นตัวแรงกว่า

ส่วน CENTEL และ MINT ยังเติบโตในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องที่ 18.6% และ 15.6% ตามลำดับ

ด้วยมุมมองที่ว่าการเมืองจะฉุดการท่องเที่ยวชั่วคราว และคาดว่าจะพลิกกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต รวมถึงข้อได้เปรียบด้านราคา ความพร้อมและความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวเทียบคู่แข่งในภูมิภาคที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจปีหน้าดังเช่น 2 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงให้น้ำหนักมากกว่าตลาดกลุ่มโรงแรม โดยราคาหุ้นที่ลดลงช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสม และเลือก MINT เป็นหุ้นแนะนำจากธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงมาก และได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองน้อยที่สุด รวมถึงการเติบโตของกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน