
คลังหน้ามืดกรีดภาษีสนองมหาประชาชน
แค่ขึ้นเดือนที่ 2 ของปีงบประมาณ 2557 การจัดเก็บรายได้ของประเทศก็อยู่ในอาการป่วยไข้
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แค่ขึ้นเดือนที่ 2 ของปีงบประมาณ 2557 การจัดเก็บรายได้ของประเทศก็อยู่ในอาการป่วยไข้ รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าเสียแล้ว หลังจากที่เดือนแรกยังทำได้เกินเป้าอยู่เล็กน้อย
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือน พ.ย. 2556 ซึ่งเป็นเดือนที่ 2 ของปีงบประมาณ 2557 จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะในส่วนของกรมภาษี 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้ารวมกันถึง 1 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าในภาพรวมของการเก็บภาษี 2 เดือนของปีงบประมาณ 2557 ยังยืนเกินเป้าได้อยู่เล็กน้อย แต่สถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งหัวตกต่ำอย่างมาก จากที่คาดไว้ตอนต้นปีจะขยายตัวได้ 56% ต่อปี แต่พอโค้งสุดท้ายของปีเหลือขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ต่อปี
การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่หายไปเป็นครึ่ง ย่อมส่งผลกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลที่เหลืออีก 10 เดือนอย่างรุนแรงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งการขยายตัวปีหน้าที่คาดไว้ในงบประมาณจะโต 5% ต่อปี แต่ตอนนี้เหลือแค่ 4% ต่อปี ยิ่งซ้ำเติมการเก็บรายได้ของรัฐบาลให้สาหัสมากขึ้น จนมีความเสี่ยงสูงว่าการเก็บรายได้รัฐบาลจะไม่ถึง 2.27 ล้านล้านบาท ที่ตั้งเป้าไว้ตามเอกสารงบประมาณปี 2557
การเก็บรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าหมายไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะจากปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี และมีปัญหาจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลจะทำให้กระทบกับเศรษฐกิจ ส่งผ่านมาถึงการเก็บรายได้ของรัฐบาลพลาดเป้า แต่ปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลมีมาตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแล้ว
สาเหตุสำคัญมาจากการปรับโครงสร้างภาษีครึ่งๆ กลางๆ รัฐบาลประกาศลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ส่งผลกระทบต่อการเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้หายไป1.5 แสนล้านบาท ทำให้การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2555 และ 2556 ต่ำกว่าเป้า 2 ปีติดต่อกัน และเป็นการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าในรอบหลายสิบปีที่กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เกินเป้ามาตลอด
นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ส่งผลให้กรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้ไปปีละกว่า 1 แสนล้านบาท
การเลือกลดภาษีเพื่อหาคะแนนทางการเมือง แต่ไม่ยอมปรับขึ้นภาษี เพราะกลัวเสียคะแนนนิยม โดยเฉพาะการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลอยู่ในภาวะแห้งกรอบลงไปทุกวัน เพราะมีแต่เงินรั่วออกจากกระเป๋า แต่เงินที่จะเก็บเข้ามาเพิ่มไม่มี
ภาวะดังกล่าวส่งผลให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ รายได้ของรัฐบาลอยู่ในขั้นวิกฤตปิดหีบแทบไม่ได้ จนต้องมีการขอนำเงินส่งจากรัฐวิสาหกิจเข้ามาอุด เพื่อให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลเกินจากเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย
ขณะที่การเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 ที่เพิ่งปิดหีบไปได้ไม่นาน สามารถจัดเก็บได้เกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท เพราะรัฐบาลมีการเพิ่มภาษีทั้งภาษีสรรพสามิตสุรา เบียร์ บุหรี่ เพื่อมาอุดรายได้ส่วนอื่นที่หายไปจากนโยบายลด แลก แจก แถม ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้ของรัฐบาลปี 2557 ก็เริ่มมีสัญญาณอาการหนักขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแค่ผ่านไป 2 เดือน ก็เก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ซึ่งการเก็บภาษีในเดือน ธ.ค. 2556 และคาดว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะหนักหนาสาหัสมากขึ้น เพราะนอกจากได้รับผลกระทบเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเต็มๆ ทั้งเดือน ส่งผลกระทบต่อการค้าการขาย การท่องเที่ยว รายได้ของผู้ประกอบการลดน้อยลง คนไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย ซึ่งนั่นส่งผลโดยตรงกับการเก็บภาษีของรัฐบาล
ในขณะที่การหาทางแก้ไขเพื่อเพิ่มรายได้ในการจัดเก็บภาษีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าก่อนหน้านี้ปลัดกระทรวงการคลังได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหามาตรการเพิ่มเติมในการเก็บรายได้รัฐบาล แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภาแล้ว มาตรการต่างๆ ก็ต้องพับไป เพราะส่วนใหญ่เป็นการให้เก็บภาษีเพิ่ม และการให้รัฐวิสาหกิจส่งเงินรายได้ให้มากกว่าเดิม ซึ่งรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกระทำได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ภาระหนักจึงตกอยู่ที่กรมภาษี โดยเฉพาะกรมสรรพากร ที่ต้องหาทางรีดเลือดกับปู ถอนขนกับห่าน เพื่อเป็นการอุดรายได้ให้รัฐบาลไม่ถังแตกจนมีปัญหาเบิกจ่าย
เพราะหากมองไปในอนาคตที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ละพรรคหนีไม่พ้นต้องแข่งขันกันทำโครงการประชานิยม ลด แลก แจก แถม เงินให้กับคนทั้งประเทศ เพื่อเป็นการซื้อใจให้มากาคะแนนเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งทำให้กรมภาษีต่างๆ หนีไม่พ้นต้องรีดภาษีเข้าประเทศจำนวนมาก เพื่อกองไว้ให้รัฐบาลใช้จ่ายทั้งเพื่อการมัดใจฐานคะแนน และเพื่อการพัฒนาประเทศที่มีโครงการลงทุนใช้เงินอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ภาวะปัจจุบันการรีดภาษีเพิ่มไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะการเพิ่มอัตราภาษีไม่สามารถทำได้ในช่วงนี้ ส่วนการขยายฐานภาษีทำได้ยาก เพราะผลงานของกรมสรรพากรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เห็นว่าการลดภาษีนิติบุคคลไม่สามารถขยายฐานภาษีเพิ่มขึ้นได้อย่างที่คิดไว้ เห็นได้จากยอดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้า
นอกจากนี้ การขยายฐานภาษีในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก็ได้แต่ฐานผู้เสียภาษี แต่ไม่ได้เม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังมีผลประกอบการที่ขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศชะลอตัวอย่างรุนแรง
เมื่อเป็นเช่นนี้ กรมภาษีทั้ง 3 กรม โดยเฉพาะกรมสรรพากรจะต้องเน้นการรีดภาษีกับผู้เสียภาษีรายเดิมเป็นหลักเพิ่มขึ้น โดยเข้าไปเอกซเรย์ช่องว่างที่ทำให้การเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีรายเดิมว่ามีการรั้วไหลตรงไหนบ้าง
เริ่มตั้งแต่ภาษีบุคคลธรรมดา ที่จะมีการเสียภาษีรอบรายได้ปี 2556 ในต้นปี 2557จะถูกตรวจการคืนภาษีกันละเอียดยิบ เพื่อป้องกันการสูญภาษีให้มากที่สุด อีกทั้งการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดา กรมสรรพากรยังได้รับผลกระทบกับอัตราภาษีใหม่ที่จะลดอัตราสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% แล้ว ยังมีการซอยอัตราย่อยมากขึ้น ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียภาษีถึง 2.7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ประกอบการจะงานเข้ามากที่สุด โดยกรมสรรพากรจะมีการขอเรียกเก็บภาษีเพิ่มแบบดื้อๆ หากผู้ประกอบการรายไหนไม่ให้ความร่วมมือจะถูกเช็กบิลเก็บภาษีย้อนหลังในปีที่ผ่านๆ มาที่ยังเสียภาษีไม่ครบ ซึ่งในส่วนนี้ทางกระทรวงการคลังได้มีการติดตั้งระบบเชื่อมข้อมูลภาษีของทั้ง 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ทำให้ตรวจการเสียภาษีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่ผ่านมามีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่
เช่นเดียวกับกรมสรรพสามิต จะมีการเข้มกับผู้ประกอบการในการเสียภาษีมากขึ้น โดยให้มีมาเสียภาษีเพิ่ม เพื่อมาช่วยมาอุดรายได้รัฐบาล และอาจจะต้องทำถึงขั้นมีการขอภาษีล่วงหน้า หากการเก็บรายได้ของรัฐบาลอยู่ในอาการโคม่าต่ำกว่าเป้า ซึ่งในอดีตเคยใช้วิธีการนี้มาแล้ว
ในส่วนของกรมศุลกากร จะมีการตรวจผู้ประกอบการในการแจ้งราคานำเข้าให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น แม้ว่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะช่วยอุดรายได้รัฐบาลได้ไม่มาก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำเลย อย่างน้อยก็ต้องทำให้การเก็บภาษีของตัวเองต่ำกว่าเป้า จะได้ไม่เป็นภาระการเก็บรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น
ภาวะที่ประเทศถังแตกตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้หนีไม่พ้นมหกรรมการรีดเลือดกับปู ถอนขนกับห่าน กันตั้งแต่ไก่โห่
คนที่รับภาระสุดท้ายหนี้ไม่พ้นผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดา พ่อค้าแม้ขาย ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ เพราะ 2 ปีที่รัฐบาลบริหารงานมา เน้นแต่ใช้จ่ายมือเติบแต่ไม่เคยคิดหารายได้เพิ่มให้เกิดความสมดุล ทำให้เวลามีปัญหาประเทศถังแตกจึงคิดอะไรไม่ออกนอกจากเดินหน้ารีดภาษีทั่วไทย







