
ตลาดไม้แข่งดุไพร์ซออฟวู้ดชูจุดขายนวัตกรรม
ตลาดไม้ทดแทนแข่งดุหลังเปิดเสรีการค้าสินค้านำเข้าราคาถูกลง ผู้ผลิตต้องชูนวัตกรรมไม้มาขยายฐานลูกค้า
ตลาดไม้ทดแทนแข่งดุหลังเปิดเสรีการค้าสินค้านำเข้าราคาถูกลง ผู้ผลิตต้องชูนวัตกรรมไม้มาขยายฐานลูกค้า
นายคมวิทย์ บุญธำรงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด อินดัสทรีส์ ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้ แบรนด์ ชาเล่ย์ เปิดเผยว่าจากการเปิดเสรีทางการค้าทำให้ไม้ทดแทนไม้จริง และไม้นำเข้าจากประเทศเข้ามามากขึ้น เพราะไม่มีกำแพงภาษี จากเดิมที่มีกำแพงภาษีอยู่ 5-10% จึงทำให้ ผู้ผลิตไม้ทดแทนต้องหันมาแข่งขันทางด้านนวัตกรรมในการผลิตมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯได้หันมาผลิตไม้เพื่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง แทนที่จะผลิตเฉพาะไม้สำหรับปูพื้น รวมไปถึงไม้จริงที่ส่งให้โรงงานนำไปผลิตต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ เหมือนเมื่อ อดีต 4-5 ปีก่อน
“ปัจจุบันเทรนด์การใช้ไม้จริง ที่มีคุณภาพสูงนั้นมาแรง ผู้ผลิตพยายามหานวัตกรรมใหม่มาใช้เพื่อให้ไม้นั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีราคาถูกลง ขณะเดียวกันงานออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมก็พยายามเอางานไม้เข้าไปใช้งานมากขึ้น เช่น อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่จะกำลังจะก่อสร้าง หรือโครงการบ้านจัดสรร”
ล่าสุดได้เปิดตัวไม้สน ชาเล่ย์ อโคย่า เป็นไม้ที่ผ่านการอบ โดยใช้เทคโนโลยีจากประเทศฮอลแลนด์ ที่ทำอัตราการหดตัวน้อยกว่า 2.5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับไม้สัก ขณะที่ราคาถูกกว่า 40-50% จากราคาไม้สักจริงอยู่ที่ 3,000,-4,000 ต่อตร.ม. สามารถใช้กับงานไม้ที่ต้องอยู่ภายนอกอาคาร รวมถึงงานริมสระน้ำได้
ชาเล่ย์ เดอ วินชี่ นวัตกรรมโครงสร้างไม้ของอนาคต ที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ต้องใช้ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมงานไม้ วิศวกรรมงานไม้ และเทคโนโลยีงานไม้ มารวมกัน โดยนำไม้ชิ้นเล็กมาประกับกัน จนเป็นงานโครงสร้าง สามารถดัดโค้งงอได้ตามต้องการ สำหรับงานก่อสร้าง และงานสถาปัตยกรรม
ขณะเดียวกันได้พัฒนา ชาเล่ย์ อินโน รีสอร์ท เวอร์ชั่นที่ 2 ซึ่งนำไม้นวัตกรรมของบริษัท มาจัดทำเป็นรีสอร์ท สไตล์โมเดิร์นสำเร็จรูป เน้นกลุ่มลูกค้ารีสอร์ท และโรงแรมในต่างจังหวัด ราคาเริ่มต้นที่ 2.5 หมื่นบาท ต่อตารางเมตร สามารถปรับแต่งได้ตามการออกแบบของลูกค้า ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ปีละ 20 หลัง
สำหรับผลประกอบการของบริษัท ในปีที่แล้วมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 10% มียอดขายเกือบ 1,000 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าอัตราเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง รวมกับสถานการณ์การชุมนุม ที่ส่งผลให้นักลงทุนชาวต่างชาติ ชะลอการลงทุนในไทย
ขณะที่คำสั่งซื้อของตัวแทนตัวจำหน่ายในประเทศก็เริ่มลดลง 20% แล้ว ทำให้บริษัทต้องพยายามหาตลาดต่างประเทศมาทดแทนซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชียใต้ และอาเซียน ปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกอยู่ 5% และคาด ว่ารายได้จากการส่งออกปีนี้จะเติบโต ขึ้น 30%
สำหรับสัดส่วนยอดขายของในส่วนของสินค้านวัตกรรม ปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น เป็น 30% จากเมื่อปีที่แล้วอยูที่ประมาณ 20% ส่วนไม้จริงที่ผลิตส่งให้กับโรงไม้ ปรับสัดส่วนลดลงเหลือ 70% จากเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 80%







