
หอการค้าเตือนอุตฯไทยระวังเจออินโดฯแซง
หวั่นสินค้าอุตฯไทยโดนอินโดนีเซียแย่งตลาดในอาเซียน แนะเร่งพัฒนาสินค้า แรงงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
หวั่นสินค้าอุตฯไทยโดนอินโดนีเซียแย่งตลาดในอาเซียน แนะเร่งพัฒนาสินค้า แรงงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการวิเคราะห์ตำแหน่งการตลาดและศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมไทยในอาเซียน ว่า สัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปตลาดอาเซียนในปี 2552 มีสัดส่วน 20.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 2.57 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยในตลาดอาเซียนมีเพียง 14.6% ซึ่งมีส่วนแบ่งเป็นอันดับที่ 3 รองจากมาเลเซียที่มีสัดส่วน 31% และสิงคโปร์ 27.1% โดยมีคู่แข่งที่สำคัญได้แก่อินโดนีเซียที่มีส่วนแบ่งใกล้เคียงกับไทยที่ 14.4%
ทั้งนี้ หากไทยไม่เร่งพัฒนา อินโดนีเซียจะมีโอกาสแย่งตลาดของไทยได้ภายใน 1-2 ปี ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทน แต่ถ้าไทยเร่งเดินหน้า ไม่มีปัญหาการเมือง มีรัฐบาลที่มุ่งผลักดันนโยบายอย่างชัดเจน โอกาสของไทยที่จะหนีอินโดนีเซีย และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20% ภายใน 2-3 ปีก็มีมาก เนื่องจากไทยถือเป็นฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมหลายประเภท มีแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ ส่วนอินโดนีเซียยังคงมีปัญหาด้านแรงงานค่อนข้างมากอยู่
ขณะที่โอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดขึ้นมาในลำดับที่ 2 แทนสิงคโปร์ก็ยังเป็นไปได้ แต่ต้องทำงานอย่างหนักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาสินค้า พัฒนาแรงงาน เป็นต้น เพราะสิงคโปร์ไม่ใช่ฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม แต่มีจุดเด่นเรื่องการบริการ การค้า รวมทั้งมีรัฐบาลสนับสนุนและมีโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการส่งออกค่อนข้างมากทำให้สามารถส่งออกสินค้าได้มาก ส่วนการตีตลาดมาเลเซียคงทำได้อยาก เพราะมาเลเซียมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
สำหรับกลุ่มสินค้าของไทยที่เป็นดาวเด่นในตลาดอาเซียน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีส่วนแบ่งในตลาดอาเซียนเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็น 45% โดยส่วนแบ่งทางการตลาด และมูลค่าการส่งออกไปอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มทำเงิน หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงแต่มีอัตราการขยายตัวต่ำ ได้แก่ สิ่งทอ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมไม้ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีการขยายตัวต่ำเนื่องจากมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และมีหลายประเทศเริ่มเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับไทย
กลุ่มสินค้าที่มีทิศทางไม่ชัดเจน คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ผันผวน ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ พลาสติก และเหล็ก และกลุ่มที่มีแนวโน้มตกต่ำ ได้แก่ อาหารแช่แข็ง และอโลหะ เนื่องจากมีส่วนแบ่งในตลาดอาเซียนและมูลค่าการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก
"ตำแหน่งทางการตลาดของไทยในอาเซียนอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก เพราะเราพึ่งตลาดอาเซียนเป็นหลักในการส่งออก แต่กลับมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย ซึ่งหากไทยต้องการจะมุ่งส่งออกไปตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง ต้องแย่งส่วนแบ่งตลาดให้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ให้ได้ โดยการผลักดันกลุ่มสินค้าทีมีแนวโน้มทำเงินให้ขึ้นเป็นสินค้าดาวเด่น และใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทั้งด้านการค้า และการลงทุนในอาเซียนให้มากที่สุด” นายอัทธ์ กล่าว







