
กนง.ห่วงการเมืองกระทบค่าเงินบาท
กนง.ห่วงความไม่สงบทางการเมืองและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจนกระทบค่าเงินบาท
กนง.ห่วงความไม่สงบทางการเมืองและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจนกระทบค่าเงินบาท
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เผยแพร่รายงานหลังการประชุมหลังครบ 2 สัปดาห์ นับจากวันประชุมเมื่อ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า สกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาทในภาพรวมอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยเงินบาทได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ จากความไม่สงบทางการเมือง และตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยค่อนข้างมากในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา บวกกับตลาดมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐน่าจะทยอยปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน(QE Tapering) เร็วขึ้น เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนต.ค.ปรับดีขึ้น ตัวเลขการจ้างงานดีขึ้น
อย่างไรก็ดี มี กนง. บางคนเสนอให้ติดตามผลกระทบของการส่งออก-นำเข้าทองคำต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท ซึ่งเป็นผลให้นักลงทุนต่างประเทศบางส่วนอาจมีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่างประเทศของไทย ซึ่งในความเป็นจริงหากหักการส่งออกและนำเข้าทองคำแล้ว ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุลอยู่ อย่างไรก็ดีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยยังเคลื่อนไหวผันผวนตามภาวะตลาดการเงินโลกโดยผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนพ.ย.นักลงทุนต่างประเทศขายพันธบัตรระยะสั้นของไทยเป็นหลัก ส่วนหนึ่งจากการอ่อนค่าของเงินบาท และผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ในการประชุมกนง.ครั้งนี้ กนง. อภิปรายและให้จับตาดูประเด็นสำคัญ คือ (1) มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน (3rd Plenum) ซึ่งเน้นบทบาทของกลไกตลาดและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น โดยเห็นว่ามาตรการสาคัญที่อาจมีผลกระทบต่อไทยได้โดยตรง และเห็นควรให้ติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การปล่อยให้เงินหยวนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น ประกอบกับการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งขาเข้าและขาออกของจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงถึงการใช้เงินหยวนเป็นสื่อกลาง ในการทำธุรกรรมทางการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง
และ (2) ปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนและญี่ปุ่น โดยปัญหาที่สำคัญของจีน คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยเฉพาะผ่านการเพิ่มมูลค่าของสินค้า การลดช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย รวมทั้งปัญหาธนาคารเงา(Shadow Banking) ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น ทั้งรายจ่ายภาครัฐด้านสวัสดิการสังคม และระดับหนี้สาธารณะที่สูง รวมทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะจากประสิทธิภาพของแรงงานอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะต่อไป
ทั้งนี้ กนง.ได้ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จาก 3.7% เหลือ 3% และปีหน้าปรับลดลงจาก 4.8% เหลือ 4% แต่กนง.เป็นห่วงเสถียรภาพการเงินลดลง เนื่องจากสินเชื่อภาคเอกชนและสินเชื่อครัวเรือนชะลอลง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้สินเชื่อครัวเรือนรายย่อยจะเริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น แต่กนง.ก็เห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่งที่ชัดเจน ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ภายใต้แรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้ลดดอกเบี้ย 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25%







