posttoday
ประท้วง-ขัดแย้ง-อันแฟรนด์ บทเรียนอาเซียนถึงประเทศไทย

ประท้วง-ขัดแย้ง-อันแฟรนด์ บทเรียนอาเซียนถึงประเทศไทย

11 ธันวาคม 2556

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ตลอดกว่า 1-2 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองไทยทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากความเห็นต่างในสภานำมาสู่การประท้วงบนท้องถนนและข้ามไปสู่ความแตกแยกบนโลกเสมือนอย่าง “เฟซบุ๊ก” เกิดปรากฏการณ์คนจำนวนมาก “อันเฟรนด์” หรือ เลิกเป็นเพื่อนกันเพราะทัศนคติทางการเมืองไม่ลงรอย ในสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศต่างๆ ในอาเซียนและประเทศต่างๆ ในโลกแก้ปัญหาอย่างไร ไทยจะนำเรื่องใดมาเป็นบทเรียนเพื่อก้าวต่อไปได้บ้าง

ปิติ ศรีแสงนาม รองผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า นาทีนี้คนไทยเลยจุดที่เรียกว่า “แตกต่าง” ทางความคิดไปสู่สภาวะ “แตกแยก” ทางความคิดแล้ว เมื่อความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน มีการแบ่งแยกเป็น กลุ่มก้อนเหมือนกัมพูชาในอดีตที่แบ่งเป็นหลายพวก ทั้งเขมรแดง เขมรเสรี เขมรประชาธิปไตย

“จากประสบการณ์ของกัมพูชา กว่าเขาจะแก้ปัญหาความแตกแยกทางความคิดได้ ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ไทยก็มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้เวลาเป็นสิบปีเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้รวมกลุ่มทางความคิดกันได้แล้วได้กลุ่มที่ดีที่สุด ได้ผู้มีอำนาจที่ทำเพื่อบ้านเมือง ทุกคนต้องยอมรับปัญหา ที่เกิดขึ้นแล้วกลับมาค่อยๆ คุยกัน”

ปิติ เชื่อว่า ปัญหาการเมืองไม่สามารถแก้ด้วยวิธีสุดโต่ง ในอาเซียนอาจยังไม่มีบทเรียนดังกล่าวชัดเจน แต่ในทวีปแอฟริกามีตัวอย่างเปรียบเทียบที่ชัดเจนมาก คือ ซิมบับเว หรือโรดีเซีย และแอฟริกาใต้

ทั้งสองประเทศมีพื้นฐานเดิมไม่ชอบคนผิวขาว และต้องการสิทธิสำหรับคนผิวสี แต่โมเดลการแก้ปัญหาของสองประเทศแตกต่างกันมาก เมื่อ โรเบิร์ต มูกาเบ้ ชนะคนผิวขาวในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของซิมบับเว สมัยยังใช้ชื่อ โรดีเซีย เขาเลือกใช้วิธีการล้างแค้น ยึดทุกสิ่งทุกอย่างจากคนผิวขาวคืนมาเป็นของคนผิวสี ผลที่ตามมาคือประเทศล้มละลายทางเศรษฐกิจจากที่เคยมีเศรษฐกิจดีอันดับต้นๆ ของทวีป

ขณะที่วิธีของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ คือการกล่อมให้คนแอฟริกาใต้ยอมรับและเรียนรู้ทฤษฎีการพัฒนาต่างๆ แบบคนผิวขาว และเปิดโอกาสให้คนผิวขาวเข้ามาร่วมในการพัฒนาประเทศ ผลที่ตามมาคือ แอฟริกาใต้พัฒนาจากประเทศที่แทบจะจนที่สุดของทวีปขึ้นมาเป็นผู้นำของทวีป

ปิติ ย้ำว่า การแก้ปัญหาของไทยจึงควรดูตัวอย่างจากแอฟริกาใต้ ไม่ควร “ตราหน้า” คนบางกลุ่มว่าอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณทั้งหมด แล้วก็พยายามหาทางตัดเขาออกจากการมีปากมีเสียงในสังคม หากทำเช่นนั้นก็จะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก ทางออกของประเทศไทยจึงควรมาร่วมกันปฏิรูปประเทศ แล้วสร้างกฎกติกากันใหม่ ซึ่งเป็นกฎกติกาที่เหมาะกับเราจริงๆ ไม่ใช่ยกของต่างประเทศมาทั้งหมด

กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า สถานการณ์การประท้วงในเอเชียเร็วๆ นี้ ประกอบด้วย 2 สถานการณ์หลัก 1.การประท้วงขับไล่ เฉินสุยเปียน ประธานาธิบดีของไต้หวัน มีประชาชนออกมาขับไล่จำนวนมาก แต่สุดท้ายกรณีดังกล่าวจบลงด้วยกระบวนการศาล 2.การประท้วงผลการเลือกตั้งของมาเลเซียและกัมพูชา ฝ่ายค้านไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งออกมาร่วม

“บทเรียนนี้ทำให้เห็นว่าวิธีของเราแตกต่างจากเขามี 2 เรื่อง คือ 1.ที่ผ่านมาไทยประท้วงโดยยึดสถานที่ราชการ ย่านธุรกิจ ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวไม่ทำ และ 2.กรณีของไทยมีปัญหาเรื่องไม่เคารพอำนาจศาล ทำให้เรื่องซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน ความแตกแยกทางความคิดของไทยรุนแรงกว่าในอาเซียนหลายประเทศ เพราะต่างฝ่ายมองว่าสิ่งที่ตัวเองคิดคือ “ความถูกต้อง” แล้วไม่ยอมรับอีกฝ่ายหนึ่งเลย ทั้งหมดเกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ของทั้งสองฝ่าย และส่งต่อเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) กันไปมาของแกนนำแต่ละกลุ่ม

สิ่งที่ต้องทำเบื้องต้นมี 3 เรื่อง 1.ทุกฝ่ายต้องรักษากฎหมาย กติกา และหลักยึดต่างๆ ของประเทศ 2.อย่าทำอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง เพราะจะแพ้ ทุกฝ่าย และ 3.กลับมาพิจารณาว่าทุกคนคือคนไทยด้วยกัน คนที่เราทะเลาะด้วยจำนวนหนึ่งก็เป็นเพื่อน พี่น้อง หรือเครือญาติเราทั้งนั้น

ขณะที่การปฏิรูปประเทศก็จำเป็นต้องมีและควร เร่งทำ เพราะขณะนี้ไทยกำลังเหมือน “คนป่วยอาเซียน” ที่จะจัดงานอะไร ทำอะไร เดินหน้าอะไร ไม่ได้เลย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน