
วิริยะดันอู่ในเครือเทียบชั้นห้าง
หวังเพิ่มทางเลือกลูกค้าจ่ายเบี้ยถูกกว่ารองรับบริการไม่พอยอดเคลมเพิ่ม
หวังเพิ่มทางเลือกลูกค้าจ่ายเบี้ยถูกกว่ารองรับบริการไม่พอยอดเคลมเพิ่ม
วิริยะประกันภัย ยกระดับอู่ในเครือทั่วประเทศเทียบเท่าอู่ห้าง เพิ่มทางเลือกลูกค้าไม่ต้องจ่ายเบี้ยแพง
นายนที ไชยกาล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า ในปี 2557 บริษัทจะยกระดับอู่ในเครือทั่วประเทศที่มีอยู่ทั้งหมด 600 อู่ ให้เป็นอู่ที่มีมาตรฐานการให้บริการเทียบเท่ากับอู่ห้างหรืออู่ซ่อมของตัวแทนขายรถยนต์ เพื่อเพิ่มการให้บริการและรองรับกับความต้องการซ่อมอู่ห้างที่ยังไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ อู่ที่ได้รับการยกระดับเทียบเท่าอู่ห้างแล้ว จะมีการติดต่อและเชื่อมโยงผ่านระบบไอทีกับบริษัท ซึ่งจะทำให้อู่สามารถเปิดเคลมรถของลูกค้าและจัดหาอะไหล่ได้เอง ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นสาขาหนึ่งของบริษัทได้ ทำให้การบริการกับลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
“อย่างตอนนี้หากเป็นสาขาของเรา ลูกค้าเกิดเหตุที่ไหนก็สามารถเข้ามาเคลมหรือซ่อมได้ทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งกลับมาที่กรุงเทพฯ เพราะเราใช้ไอทีเชื่อมโยงกันหมดแล้ว ซึ่งต่อไปเราก็ต้องปรับปรุงเรื่องบริการของอู่ให้ดีขึ้นอีก เพื่อรองรับกับยอดเคลมที่สูงขึ้น ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีถึง 8 แสนครั้ง เมื่อเทียบกับปี 2556 อยู่ที่ 6.8 แสนครั้ง และสัดส่วน 60% จะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเป็นการรองรับการเปิดเสรีอาเซียน หรือเออีซี ที่จะมาถึงในปี 2558 อีกด้วย” นายนที กล่าว
นายนที กล่าวว่า บริษัทจะเริ่มยกระดับอู่ในเขตกรุงเทพฯ ก่อน ซึ่งปัจจุบันทำเสร็จแล้ว 132 อู่ จากที่มีอยู่ 140 อู่ ส่วนที่เหลืออีก 8 อู่ และอู่ในต่างจังหวัดอีก 360 อู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า หากอู่ไหนไม่สามารถทำตามเกณฑ์ใหม่ของบริษัทได้ก็ต้องให้ออกจากอู่ในเครือไปก่อน
นายนที กล่าวว่า เมื่ออู่ทั้งหมดเทียบเท่าอู่ห้างแล้ว ก็จะเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าได้ว่า หากไม่ต้องการจ่ายค่าเบี้ยแพงเพื่อซ่อมอู่ห้าง แต่อยากได้ฝีมือหรืองานซ่อมเทียบเท่าอู่ห้าง ก็สามารถเลือกค่าเบี้ยซ่อมอู่ในเครือได้
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดรับสมัครพนักงานเคลมรถยนต์เพิ่มอีก 200 คน เพื่อให้ครบ 1,400 คน เนื่องจากบริษัทยังใช้นโยบายว่าจ้างให้เป็นพนักงานประจำของบริษัท ไม่มีการว่าจ้างให้บุคคลภายนอกมาทำหน้าที่แทน เนื่องจากเห็นว่าการบริการเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทจึงต้องเป็นพนักงานของบริษัทเท่านั้น และไม่มีนโยบายที่จะให้ลูกค้าใช้เครื่องสมาร์ทโฟนเพื่อเคลมด้วยตัวเองอีกด้วย เพื่อต้องการให้ลูกค้าสบายใจมากกว่าหากมีพนักงานเคลมของบริษัทไปดูแลถึงที่เกิดเหตุ
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าสินไหมในส่วนของรถที่สูญหายอีก โดยมีรถเก๋งหายปีละ 500 คัน และรถจักรยานยนต์หายปีละ 2,000 คัน แต่ได้คืนมาเพียง 20% เท่านั้น โดยพยายามหาทางป้องกันอยู่ ซึ่งเรื่องนี้บริษัทต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการด้วย







