posttoday
มอเตอร์เอ็กซ์โปหดเป้าหมื่นคัน

มอเตอร์เอ็กซ์โปหดเป้าหมื่นคัน

08 ธันวาคม 2556

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 30 (มอเตอร์เอ็กซ์โป) เปิดเผยว่า

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 30 (มอเตอร์เอ็กซ์โป) เปิดเผยว่า ต้องปรับเป้าหมายยอดจองและจำหน่ายรถยนต์ภายในงานเหลือ 4 หมื่นคัน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมียอดจองและจำหน่ายรถยนต์ภายในงาน 5 หมื่นคัน โดยยอดจำหน่ายในช่วง 3 วันแรกของการจัดงานอยู่ที่ 8,631 คัน หดตัวจากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ฝ่ายจัดงานยังคงเฝ้าสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ร่วมงาน อย่างเช่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศจาก ศอ.รส. ในลักษณะเหมือนการประกาศเคอร์ฟิว ทำให้ผู้ร่วมงานเกิดความหวาดหวั่น หลายๆ คนต้องรีบกลับบ้านก่อน 4 ทุ่ม ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุการณ์อะไร ทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย โดยเบื้องต้นคาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานจะลดลงเหลือ 1.2-1.3 ล้านคน จากเดิมที่คาดไว้ 1.6 ล้านคน แต่ทางภาพรวมเศรษฐกิจยังถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่ตลาดรถยนต์ยังมียอดขายได้ต่อเนื่อง

ไมซ์หวังฟื้นตลาดหลังการเมืองสงบ

แม้การชุมนุมทางการเมืองจะสงบชั่วคราวในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่สำหรับธุรกิจการจัดประชุม สัมมนา นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (ไมซ์) ยังคงไม่ไว้ใจสถานการณ์ เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองนั้นยังไม่สงบลงแบบ 100% ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ ยกเลิกงานสัมมนาและงานจัดเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ยอดจองใช้สถานที่ไม่มีเข้ามา โดยทางกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้แนะนำแนวทางฟื้นฟูธุรกิจตลาดไมซ์ว่า ผู้ประกอบการต้องชี้แจงให้คู่ค้าต่างชาติเข้าใจในสถานการณ์ว่า การชุมนุมในไทยนั้นเกิดขึ้นเป็นเฉพาะพื้นที่ ไม่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาให้มากขึ้น นำมาตรการที่เคยใช้มาใช้ใหม่ เช่น มาตรการให้นำรายจ่ายจากการจัดประชุม สัมมนาในประเทศ มาลดหย่อนภาษีได้ สนับสนุนหน่วยงานราชการประชุมสัมมนาในโรงแรมที่ถูกกฎหมาย และจัดกิจกรรมหรือคอนเสิร์ตขนาดใหญ่มากระตุ้น ทั้งนี้เชื่อว่าหากเหตุการณ์จบเร็วๆ นี้ ตลาดไมซ์ที่คาดว่าจะกระทบถึงช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. 2557 เท่านั้น และจะฟื้นตัวอีกครั้งหลังช่วงตรุษจีนหรือเดือน ก.พ. 2557 แต่หากเหตุการณ์ยืดเยื้อนาน ปีหน้าก็จะลำบากสำหรับการดึงตลาดไมซ์ต่างชาติมาไทย

มือถือยุค 3จี ดัมพ์ค่าโทรเร็วกว่าคาด

สงครามราคาค่าโทรของ 3 ค่ายมือถือ กำลังส่อแววปะทุขึ้นมาใหม่อีกรอบ หลังแต่ละค่ายติดตั้งโครงข่ายมือถือ 3จี เสร็จ จากเดิมคาดจะแข่งแบบหนักๆ ช่วงกลางปีหน้า เนื่องจากปัญหาใบอนุญาตการย้ายค่ายเบอร์เดิมและโครงข่ายที่ยังไม่พร้อม โดยทั้ง 3 ค่าย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟเอช ต่างปล่อยแพ็กเกจเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 3จี มากขึ้น ด้วยการโทรทุกค่ายราคาเดียวที่นาทีละ 55 สต. ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตรายสัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้อินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ในราคา 8999 บาท สำหรับดีแทคและเอไอเอส นอกเหนือจากเดิมที่มีโปรโมชั่นสมาร์ทโฟนราคาต่ำที่ทุกค่ายมีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ขณะที่ทรูมูฟเอชจัดโปรโมชั่นหนักแจกอินเทอร์เน็ตฟรี 4 กิกะไบต์ โดยรับฟรี 30 วันแรก 2 กิกะไบต์ และส่วนที่เหลือแบ่งเป็น 200 เมกะไบต์ ทุก 30 วัน หรือเลือกรับโทรฟรี 400 นาที แบ่งเป็น 40 นาที ทุก 30 วัน ซึ่งการที่ทรูมูฟปล่อยโปรโมชั่นนี้ออกมาถือว่ากระทบคู่แข่งพอสมควร เพราะจะดึงดูดให้ผู้ใช้มาทดลองใช้งานและอาจตัดสินใจใช้บริการไปยาวๆ ได้ โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามราคารอบใหม่ของผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 ราย ที่ปรับยุทธศาสตร์การแข่งขันเข้าสู่ราคาและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในปัจจุบัน เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นว่าราคาและอินเทอร์เน็ตการใช้ดาต้าจะมีมากขึ้น ทดแทนบริการเสียงที่ค่อยๆ ลดความสำคัญลง

โฆษณาปี 2557 ยังน่าห่วง

ด้านอุตสาหกรรมโฆษณาในปีหน้ายังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งขณะนี้ภาพรวมของ 2 ปัจจัยดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะปัจจัยลบทางการเมือง นอกจากนี้ การใช้งบผ่านสื่อโฆษณาของลูกค้าต่างๆ ลดลง เพราะมีช่องทางการใช้งบทำการตลาดอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่มีราคาที่ถูกกว่า สังเกตได้จากเม็ดเงินโฆษณาทางออนไลน์มีอัตราเติบโตขึ้นมากกว่าช่องทางอื่น จึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโฆษณา ทั้งนี้สื่อทีวียังคงเป็นช่องทางหลัก แต่นักโฆษณาจำเป็นต้องมีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงจุดและมีคุณภาพมากขึ้น และต้องผลิตโฆษณาที่สามารถใช้งานได้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์

ธุรกิจกลางคืนเดี้ยง

ธุรกิจสินค้าหรือบริการกลางคืนที่ซบเซามาหลายเดือนแล้ว ต้องทรุดลงหนักเข้าไปอีก หลังสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ปะทะกันจนเสียชีวิต 34 คน เมื่อคืนวันที่ 30 พ.ย. ทำให้รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ออกนอกบ้านหลัง 4 ทุ่ม ส่งผลให้ร้านอาหารทุกพื้นที่ลูกค้าลดไป 50-60% ส่วนรายได้ของธุรกิจอาหารนับตั้งแต่ช่วงที่มีชุมนุมหายไปกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจย่านถนนข้าวสาร ลูกค้าหายไปกว่า 70-80% เพราะเป็นพื้นที่ใกล้จุดชุมนุมมากที่สุด ทั้งนี้ธุรกิจหวังให้เหตุการณ์จบโดยเร็ว โดยเฉพาะภาคบริการที่รายได้หลักทั้งปีมาจากช่วงเทศกาลนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน