
10 สินค้าเกษตรต้องเร่งปรับตัวรับเออีซี
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิตเท่านั้นที่ต้องปรับตัว เพราะภาคการเกษตรเองก็ต้องปรับเช่นกัน
สุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนพบว่า มี 10 สินค้าเกษตรที่ต้องปรับตัวทั้งสายการผลิตอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ยางพารา กาแฟ ผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ได้หลังเปิดเออีซีได้ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างก็มีศักยภาพในการผลิตเช่นเดียวกัน
แม้ว่าประเทศไทยจะ (เคย) เป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวมากที่สุดในอาเซียน แต่ก็ยังต้องเร่งปรับตัวก่อนที่ขีดความสามารถในการแข่งขันจะลดน้อยลงไป ดังนั้น ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการข้าว เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเรื่องข้าวในอาเซียน โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าร่วมด้วย
ยางพารา ควรลดการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักไปที่จีนลง แต่ควรกลับมารักษาฐานตลาดเดิม เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) รวมทั้งขยายตลาดใหม่ไปยังกลุ่มประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยภาครัฐต้องเอื้อประโยชน์ให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้มีการลงทุนแปรรูปยางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจต้องปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ขณะที่โคเนื้อควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการดูแลป้องกันโรคปาก เท้า เปื่อย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเนื้อโคในประเทศที่มีพื้นที่ติดต่อกัน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และมาเลเซีย ควรมีมาตรฐานต่างๆ ในกลุ่มเออีซี รวมทั้งควรสร้างฐานการผลิตร่วมกันและนำร่องการผลิตโคเนื้อ ภายใต้สัญลักษณ์การค้า “เนื้อโคเออีซี”
ด้านสินค้าประมง กรมประมงควรเริ่มดำเนินการเจรจากับรัฐบาลพม่า เพื่อขอต่ออายุสัมปทานการทำประมงรอบใหม่ร่วมกับภาคเอกชนไทย เนื่องจากสัมปทานดังกล่าวจะสิ้นสุดอายุลงในปี 2557 ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและการผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมเพาะปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม และปรับปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ออกสู่ตลาดให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้
มันสำปะหลัง ควรศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตการตลาดและราคามันสำปะหลังของคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ทั้งนี้ สศก.ได้ดำเนินการแล้วในเวียดนามและกัมพูชา และให้ความสำคัญในการติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินสถานการณ์มันสำปะหลังในตลาดอาเซียน
ถั่วเหลือง ควรหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในกรณีของถั่วเหลืองในอาเซียน เพื่อกำหนดโซนนิ่งในการผลิตเช่นเดียวกับ กาแฟ ที่ควรมีการกำหนดโซนนิ่งเพาะปลูก รวมทั้งสนับสนุนในเรื่องการปรับเปลี่ยนพันธุ์และการแปรรูป
สำหรับ ลำไย ควรรักษาตลาดส่งออกที่สำคัญ รวมทั้งขยายตลาดส่งออกในตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาจากตลาดจีนและควรปรับแผนการผลิตลำไยออกสู่ตลาดให้ต่างจากช่วงการผลิตลำไยของเพื่อนบ้าน เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันทางการตลาดระหว่างกัน
ขณะที่ สุกร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายประกันราคาของรัฐ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นภาครัฐควรหาแนวทางในการปรับตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายกลางให้อยู่ได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์และอาหารเพื่อส่งเสริมเกษตรกร
เมื่อวิเคราะห์รู้แล้วว่าสินค้าเกษตรตัวไหนของเราที่มีจุดอ่อน ก็ต้องช่วยกันเร่งหาทางปรับปรุงและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยยังมีที่ยืนบนเวทีโลกได้







