
“ไตรสรณ์ วรญาณโกศล” แห่ง...เอส พี วี ไอ
บริษัท เอส พี วี ไอ (SPVI) ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Apple ซึ่งกำลังจะนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือน ธ.ค.นี้
บริษัท เอส พี วี ไอ (SPVI) ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Apple ซึ่งกำลังจะนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือน ธ.ค.นี้
“ไตรสรณ์ วรญาณโกศล” กรรมการผู้จัดการ ยืนยันว่า ยังคงเดินหน้าระดมทุนและเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพราะเป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กเท่ามด มีหุ้นที่เสนอขายเพียง 110 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น ถือว่าจำนวนไม่มาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้จึงไม่น่าจะมีผลต่อบริษัทมาก เพียงแต่รออารมณ์ตลาดให้นิ่ง ผู้ลงทุนมีอารมณ์ซื้อขาย และรอจังหวะให้ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส กำหนดราคาขายเท่านั้น
“ไตรสรณ์” ย้อนเล่าให้ฟังกว่าจะเป็น SPVI จนถึงวันนี้ได้เพราะเกิดจากขวนขวายหาโอกาส ชอบที่จะเรียนรู้ และเรื่องบังเอิญเพราะชีวิตเขาเริ่มต้นจากการเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ ทำให้ได้มองภาพใหญ่วิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจโดยรวมและภูมิภาคต่างจังหวัดของไทย
พร้อมกับเรียนรู้เรื่องการบริหารเต็มที่เมื่อย้ายงานมาบริษัท โพลีเอสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอ และที่นี่ทำให้เขาเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Apple มาใช้งานจากการแนะนำของแฟน จนเห็นศักยภาพการใช้งานได้ดีมากเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ
จนวันที่ตัดสินใจตั้งบริษัทเองภายใต้ชื่อบริษัท เอส พี วี ก่อน ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท เพราะต้องการลดระยะเวลาเดินทางการทำงานหลังจากแต่งงาน จึงตัดสินใจทำธุรกิจจากสิ่งที่ทั้งคู่ใช้ ถนัดและคุ้นเคย เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของแบรนด์และศักยภาพของ Apple ที่มีความสะดวก คงทน เสถียรในการใช้ และระบบป้องกันการทำงานที่ปราศจากไวรัสเป็นอย่างดี
เริ่มจากเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเอเยนซีตะวันตกที่ต้องมีสิ่งพิมพ์หรืออาร์ตเวิร์กสำหรับการนำเสนองานลูกค้า โดยเห็นความต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ออกแบบกราฟฟิกได้ในเวลาที่เท่ากันในชิ้นงานเอกเพียงชิ้นเดียว แต่ของเขาสามารถให้ลูกค้าเลือกออกแบบได้มากกว่า 1 ชิ้น ด้วยระบบโปรแกรมออกแบบของ Apple จนวันหนึ่งที่สตีฟ จ็อบส์ ได้กลับเข้ามาใน Apple และสร้างไอพอดขึ้นมา ทำให้พฤติกรรมการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป พร้อมกับราคาสินค้าที่ลดลงมา ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น บริษัทจึงเริ่มหันไปเจาะฐานลูกค้ารายย่อยมากขึ้นด้วยการขยายสาขา
แต่จุดหักเหมากที่สุดคือ การที่เริ่มมีไอโฟนเมื่อ 56 ปีที่ผ่านมา จึงมองเห็นโอกาส เพราะไลฟ์สไตล์คนหันมาใช้มือถือมากขึ้น จนทำให้บริษัทมีรายได้ 900 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 16 ล้านบาท
ดังนั้น จึงตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัท ไอที ซิตี้ โดยการตั้งบริษัทใหม่ชื่อ SPVI เมื่อปี 2554 ส่งผลให้บริษัทขยายสาขาได้มากขึ้น มีต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง และบริหารคลังสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด (Economy of Scale) ปัจจุบันโครงสร้างรายได้มาจากลูกค้ารายย่อย 80% และลูกค้าองค์กร 20%
การดำเนินงานในช่วง 2 ปี (25542556) รายได้เพิ่มขึ้นมาแตะในระดับกว่า 2,000 ล้านบาท และจำนวนสาขาเป็น 77 สาขา จากช่วงแรกเริ่มมีเพียง 17 สาขา
แม้จะมีความเหมือนกับตัวแทนจำหน่ายอื่นคือ เรื่องศูนย์จำหน่ายและศูนย์ซ่อมของ Apple แต่ที่นี่เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีศูนย์ให้การบริการอบรมการใช้เครื่อง Apple ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่น
“ถึงวันนี้พอย้อนกลับไปดู รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดที่เลือก Apple ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างเก่งกับเฮง แม้หลายครั้งที่เจอคำถามว่าเสี่ยงเกินไปหรือไม่กับการเป็นตัวแทนสินค้าเพียงรายเดียว ซึ่งยืนยันว่าแบรนด์นี้ไม่มีวันตาย ตราบใดที่คนยังต่อแถวซื้อสินค้าในรุ่นที่กำลังจะออกมาใหม่ และยิ่งดูงบดุลของเขาเป็นบริษัทไม่มีหนี้ มีกระแสเงินสดมากกว่างบประมาณของประเทศไทยหลายเท่า” ไตรสรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจ
แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาต้องบริหารความเสี่ยงให้กับองค์กร ทั้งการเข้าตลาดหุ้น เพื่อเจาะและขยายฐานลูกค้ากลุ่มบริษัทมากขึ้น สร้างรายได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่องมากขึ้น พร้อมเสนอสินค้าประเภทอื่นมากขึ้นที่ไม่ใช่แบรนด์ Apple เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้าสั่งตรงสินค้าและบริการในคราวเดียวกัน โดยตั้งเป้าในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ไม่ใช่ Apple เป็น 25% จากปัจจุบัน 20%
นอกจากนั้น ยังจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้ง 4 ด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ ทั้งหน้าร้านไอสตูดิโอสำหรับคนรัก Apple ร้านค้ายูสโตร์ที่ขาย Apple ในมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง ร้านสาขาไอที ซิตี้ และบิ๊กซี และกลุ่มบริษัทหรือองค์กร
ปัจจุบันเขาเหมือนเป็นผู้ดูแลงานเทคนิค งานการตลาด และภรรยาดูแลเรื่องการขายและการบริหารคน พร้อมถ่ายทอดไปยังลูกชายทั้งสองคนที่ผูกพันกับ Apple เพราะทุกปีจะได้ร่วมงาน Macworld ของ Apple ที่สหรัฐ และเห็นพ่อกับแม่ช่วยกันสร้างบริษัทขึ้นมา ทำให้คนโตเรียนจบปริญญาตรีด้านทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้มาช่วยงานบริษัทแล้ว 1 ปี ส่วนคนที่ 2 เรียนเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ปี 2 โดยถือเป็นครอบครัวที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา และอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งที่ต้องขับรถหรือตะลอนเดินทางเที่ยวกันในต่างประเทศ







