
ความเหมือนในความต่าง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแสการเมืองที่ร้อนแรง ณ ขณะนี้จะเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ รวมถึงคนทั้งโลก ที่น่าจะเรียกได้ว่าถึงช่วง “พีก” ของการเมืองกับการยกระดับการชุมนุมดาวกระจายปิดล้อมสถานที่ต่างๆ จนกระทั่งนำมาซึ่งการปะทะของฝ่ายผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแสการเมืองที่ร้อนแรง ณ ขณะนี้จะเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ รวมถึงคนทั้งโลก ที่น่าจะเรียกได้ว่าถึงช่วง “พีก” ของการเมืองกับการยกระดับการชุมนุมดาวกระจายปิดล้อมสถานที่ต่างๆ จนกระทั่งนำมาซึ่งการปะทะของฝ่ายผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งที่ “พีก” ไม่แพ้กันคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ห้ำหั่นดุเดือดกันมาทั้งปีและสาดโค้งเข้าปลายปีอย่างหนัก กับโปรโมชั่นทิ้งท้ายที่หวังดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคชนิดที่เรียกว่า ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเทียบ ไม่ต้องตัดสินใจเลยทีเดียว
การกระหน่ำโปรโมชั่นแบบไม่ยั้งในทุกสรรพกำลังเท่าที่จะคิดได้ในนาทีนี้ทั้งดอกเบี้ย 0% ของแถม ส่วนลด (สูงสุดคิดเป็นมูลค่ากว่า 10% ของมูลค่ารถ) ลุ้นสิทธิเสมือนซื้อรถ 1 คันฟรี 1 คัน ยืดระยะเวลาการเริ่มผ่อน ฯลฯ
ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งในสถานการณ์ที่แตกต่างกันคือ ใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายในการจำหน่าย และเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
แต่เมื่อ “การเมือง” มีผลต่อ “เศรษฐกิจ” ทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ถึงผลกระทบในช่วง “พีก”
เพราะสิ่งที่อาจจะได้มาในเวลานี้จาก “รัฐบาล” หรือ “ผู้บริโภค” ซึ่งเป็นเป้าหมายในทั้งสองเหตุการณ์คือ “ความชินชา” แต่ผลลัพธ์ที่ได้คงต่างกันที่ “รัฐบาล” มอบแก๊สน้ำตาให้กับฝ่ายชุมนุม ส่วน “ผู้บริโภค” มอบการหยุดการตัดสินใจซื้อให้กับภาคธุรกิจ
ไม่ว่าจะเหมือนหรือจะต่าง ... สุดท้ายแล้วก็ต้องมีคน “เจ็บ”







