
จัดระเบียบจราจรรอบกรุงรับการเดินทางยุคอาเซียน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การคมนาคมทางบกยังคงเป็น “วิถีหลัก” ที่ผู้คนส่วนใหญ่ของไทยเลือกใช้สำหรับการเดินทาง และเมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นภาระหน้าที่หลักของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจราจร โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่จะต้องเตรียม “วิถีหลัก” ดังกล่าวให้พร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคต
ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เล่าว่า ทาง กทม.จะขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการจราจรในพื้นที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว เพื่อออกข้อบังคับจราจรควบคุมไม่ให้รถทัวร์จอดรถส่งนักท่องเที่ยวหรือรอนักท่องเที่ยวบริเวณริมถนนเป็นระยะเวลานาน แล้วจัดพื้นที่สำหรับจอดรถทัวร์ให้ใหม่โดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ท่องเที่ยวเขตเมืองให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ข้อบังคับดังกล่าวจะช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาหมุนเวียนในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นด้วย
“ปัจจุบันนักท่องเที่ยว 1 คนเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯ เฉลี่ยเพียง 1.6 วัน จนแทบไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในกรุงเทพฯ การควบคุมที่จอดรถทัวร์จะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินให้กรุงเทพฯ”
ทั้งนี้ จีนเคยใช้โมเดลลักษณะนี้มาแล้ว คือให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวก่อน ไม่ใช่เพียงจอดรถทัวร์ให้นักท่องเที่ยวรับประทานอาหาร
เบื้องต้นคาดว่าจะทยอยออกข้อบังคับดังกล่าวในพื้นที่ต่างๆ ได้ภายในปี 2558 หากไม่ทำเชื่อว่าการจราจรอาจกลายเป็น “สิ่งที่สร้างภาระให้เมือง” ในอนาคต
ทวีศักดิ์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมา กทม.ประสบปัญหาการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน เช่น เรื่องการจัดระเบียบการค้าขายบนทางเท้า ในจีนมีระเบียบห้ามขายของบนทางเท้ายกเว้นถนนเฉพาะ โดยถนนคนเดินความยาว 45 กิโลเมตร กว้าง 30 เมตรของจีน จึงมีแต่เรื่องค้าขายล้วนๆ ขณะที่ทางเท้าของไทย หากจัดระเบียบจะมีการประท้วงตามมาทันที
เช่นเดียวกับเรื่องการก่อสร้างสะพาน ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีปัญหารถติดหนักมาก ข้อมูลเมื่อปี 2554 ระบุว่า เฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีรถยนต์วิ่งผ่านไปมาวันละ 2.5 ล้านเที่ยว ชั่วโมงเร่งด่วนวิ่งอยู่ที่ความเร็วเพียง 1012 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ในปี 2564 คาดว่าจะมีคนสัญจรเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2.95 ล้านเที่ยว แต่การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
“หากไม่ทำอะไรเลย อีกไม่กี่ปีบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจะเคลื่อนตัวในชั่วโมงเร่งด่วนเพียง 57 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่คนทั่วไป ถ้าเดินเร็วๆ จะเดินได้เฉลี่ย 5 กิโลเมตรกว่าๆ ต่อชั่วโมง หมายความว่าคนอาจจะเดินเร็วกว่ารถด้วยซ้ำ”
ทั้งนี้ กทม.จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเวนคืน เพื่อให้เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเมืองให้พร้อมรองรับการเติบโต
สำหรับด้านโลจิสติกส์ ทางออกคือทำถนนวงแหวนรอบที่ 3 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะทางรวม 254 กิโลเมตร เพื่อรองรับการขนส่งที่มาจากต่างจังหวัด หลีกเลี่ยงการเข้าสู่ถนนในตัวเมือง บรรเทาปัญหาการจราจร ปัจจุบันถนนวงแหวนดังกล่าวยังอยู่ในแผนก่อสร้าง
สุดท้ายคือการปรับปรุงป้ายจราจรของกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับทางหลวงอื่นๆ ทั้งในไทยและในอาเซียน รองรับรถที่มาจากต่างประเทศในอนาคต
“ต่อไปจะมีการเชื่อมต่อจากคุนหมิงของจีนเข้ามาเชียงราย แม่ฮ่องสอน แล้วอาจเดินทางต่อมาถึงกรุงเทพฯ เรื่องป้ายอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากป้ายแต่ละที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ขับขี่อย่างมาก ขณะนี้ต้องรอการหารือเพื่อให้ป้ายต่างๆ มีรูปแบบเดียวกันและเป็นสากล”







